ข้าบดินทร์ กับ อานามสยามยุทธ

เรื่องราวใน ข้าบดินทร์ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ ๓ และเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งในช่วงเวลานั้นก็คือ อานามสยามยุทธ ซึ่งผู้ประพันธ์เรื่อง ข้าบดินทร์ ได้นำเอาประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ มาเขียนเป็นละคร โดยมีตัวเดินเรื่องคือ คุณเหม

ละคร ข้าบดินทร์ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 (33)

บทความนี้ ผู้เขียนได้ค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่างๆ และเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยข้อมูลหลัก คือ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ – ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรณ์วงศ์ และหนังสือ อานามสยามยุทธ โดย กศร. กุหลาบ และข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ตามที่ได้ให้เครดิตไว้ในตอนท้ายของบทควา

อานามสยามยุทธ เป็นเรื่องการศึกระหว่าง สยาม กับ อานาม ระยะเวลาแห่งการศึกครั้งนี้ หากนับเริ่มตั้งแต่ช่วงการศึกระหว่างสยาม กับ ล้านช้าง ในรัชสมัยของเจ้าอนุวงศ์เป็นต้นมาจะกินเวลาทั้งสิ้น ๒๑ ปี (พ.ศ. ๒๓๖๙ – ๒๓๙๐) หากนับตั้งแต่การเกิดความวุ่นวายในเขมรเป็นต้นมาจะกินเวลาทั้งสิ้น ๑๔ ปี (พ.ศ. ๒๓๗๖ – ๒๓๙๐)

อานาม คือใคร?

อานาม หรือ อันนัม เป็นชื่อที่จีนใช้เรียกเวียดนาม หรือ ญวน เมื่อครั้งที่เวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ซึ่งจีนถือว่าเวียดนามเป็นมณฑลหนึ่งของจีน เรียกว่า มณฑลอันหนัน

มูลเหตุแห่ง อานามสยามยุทธ

ก่อนเหตุการณ์ครั้งนี้ ญวน พยายามขยายอิทธิพลเข้าสู่เขมร และล้านช้าง ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี แต่สยามไม่ต้องการจะทำศึกสองด้าน จึงไม่ต้องการเปิดศึกกับญวนอย่างจริงจัง แต่สงครามระหว่าง สยาม กับ ญวณ เกิดขึ้นอย่างจริงจังในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เนื่องจากทรงขัดเคืองญวณอยู่ก่อนแล้วที่เคยให้การช่วยเหลือเจ้าอนุวงศ์ และทางฝ่ายญวณได้เข้ามาสร้างความวุ่นวายในการปกครองดินแดนเขมร ดังนั้น เมื่อเกิดกบฏขึ้นในไซง่อน รัชกาลที่ ๓ จึงโปรดเกล้าให้ส่งกองทัพไปยุติความวุ่นวายในเขมร พร้อมกับส่งกองทัพไปช่วยกบฏญวณในไซง่อนด้วยในเวลาเดียวกัน เพื่อเป็นการตอบโต้ญวณที่เคยให้ความช่วยเลยเจ้าอนุวงศ์

แต่ก่อนที่จะกล่าวถึง อานามสยามยุทธ ผมขอเท้าความไปถึงเรื่องราวก่อนหน้าสงครามครั้งนี้สักเล็กน้อยก่อน ซึ่งน่าจะพอทำให้เราเข้าใจถึงบริบทของสงครามอานามสยามยุทธได้รอบด้านมากขึ้นครับ

หมายเหตุ: ชื่อบุคคล, พระนาม หรือ สถานที่ต่างๆ ผมขออนุญาตอ้างอิงตาม พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรณ์วงศ์ นะครับ แต่จะพยายามแทรกข้อมูลที่เป็นสากลและเป็นปัจจุบันเข้าไปเท่าที่พอจะหาได้ครับ

กบฏไตเซิน ความวุ่นวายในญวน และองเชียงสือ

ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เกิดกบฎไตเซินขึ้นในญวน เหงียนฟุกอัน (Nguyễn Phúc Ánh) หรือ องเชียงสือ ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าแผ่นดินญวนทางฝ่ายใต้ ได้หนีการปราบปรามของกบฏไตเซิน เข้ามาพำนักอยู่ ณ เกาะกระบือ ขณะนั้น พระยาชลบุรี และ พระระยอง ออกไปตระเวนตรวจตราป้องกันโจรสลัด จึงไปพบกับองเชียงสือ พระยาชลบุรีจึงนำองเชียงสือเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.๒๓๒๕ จึงโปรดเกล้าฯ ให้องเชียงสือกับครอบครัวไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ใต้บ้านต้นสำโรง พระราชทานเบี้ยหวัดองเชียงสือปีละ ๕ ชั่ง พระราชทานเครื่องยศถาดหมาก คนโททอง กระบี่บั้งทอง กลดคันสั้น แล้วโปรดเกล้าฯ ให้องเชียงสือเข้าเฝ้าทุกวัน

ภาพ องเชียงสือ เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง
ภาพจาก Wikipedia

เกร็ดความรู้: ภาพขุนนางในชุดทหารไทย ที่เคยอ้างว่าเป็นภาพของ องเชียงสือ นั้น ปัจจุบันได้มีการยืนยันชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้เป็นภาพองเชียงสือแต่อย่างใดนะครับ ผมเคยนำเสนอภาพนี้ไว้ โดยอ้างอิงจาก Wikipedia แต่ตอนนี้ได้แก้ไขแล้วนะครับ ขอบคุณข้อมูลนี้ที่ได้จากนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๔๐ ฉบับที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๒

ในปี พ.ศ.๒๓๒๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชดำรัสให้ พระยานครสวรรค์ ยกกองทัพไปยังกรุงกัมพูชา แล้วให้รวมกับกองทัพกรุงกัมพูชา เพื่อยกไปรบกับญวนตีเมืองไซ่ง่อนคืนให้องเชียงสือ พระยานครสวรรค์สู้รบกับทัพญวนและมีชัยชนะหลายครั้ง ได้เรือรบและไพร่ญวนทั้งเครื่องศาสตราวุธปืนใหญ่น้อยจำนวนมาก แต่กลับส่งคืนไปให้แก่แม่ทัพญวน แม่ทัพนายกองฝ่ายไทยเห็นดังนั้นจึงแจ้งข่าวว่า พระยานครสวรรค์ เป็นกบฏ มายังกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงสั่งให้เลิกทัพ แล้วกลับมาสอบสวนจนได้ความตามที่ถูกกล่าวหามา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงสั่งประหารพระยานครสวรรค์และพรรคพวกทั้งหมด

ในปี พ.ศ.๒๓๒๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชดำรัสให้ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ เป็นแม่ทัพ ยกทัพเรือไปตีเมืองไซ่ง่อนคืนให้ องเชียงสือ ให้จงได้ และโปรดให้องเชียงสือไปในกองทัพด้วย กองทัพเรือยกออกไปทางทะเลถึง เมืองบันทายมาศ เข้าทางคลองวามะนาว ในขณะที่เดินทัพเข้ามาทางคลองวามะนาวนั้น กรมหลวงเทพหริรักษ์ ไม่ทันระวังตัว ฝ่ายญวนได้ส่งกองทัพเรือแอบออกไปปิดปากคลองวามะนาวไว้ แล้วยกกองทัพเข้าล้อมทัพของ กรมหลวงเทพหริรักษ์ ไว้ทั้งสองทาง จึงทำให้ทัพของ กรมหลวงเทพหริรักษ์ ถูกฝ่ายญวนตีจนแตกพ่าย แล้วกรมหลวงเทพหริรักษ์ และองเชึยงสือ จึงหนีมาที่เมืองเขมร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระพิโรธ ดำรัสให้เลิกทัพกลับมากรุงเทพมหาคร แล้วลงพระราชอาชญาจำสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ และข้าราชการผู้ใหญ่ซึ่งพ่ายแพ้ให้แก่ข้าศึก ในภายสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอทั้งสองพระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ กราบทูลขอพระราชทานโทษ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ กรมหลวงเทพหริรักษ์ กับข้าราชการคนอื่นๆ ให้พ้นโทษด้วยกันทั้งสิ้น

องเชียงสือ หนีออกจากกรุงเทพมหานคร

องเชียงสือ เห็นว่าฝ่ายสยามยังไม่สามารถช่วยรบกับกบฏไกเซินได้อย่างเต็มที่ เพาระติดพันการศึกอยู่กับพม่า (สงครามเก้าทัพ) จึงไปคบคิดกับสังฆราชอาดรังฝรั่งเศส ซึ่งตั้งสอนสาสนาคริสตังอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน สังฆราชอาดรังแนะนำให้ไปขอกำลังฝรั่งเศสมาช่วย ตัวสังฆราชรับจะเป็นผู้จัดการสื่อสารเอง

ในปี พ.ศง๒๓๒๙ องเชียงสือจึงตัดสินใจลักลอบหนีออกจากกรุงเทพมหานครไป แต่ก่อนไปองเชียงสือได้เขียนหนังสือกราบถวายบังคมลาไว้ที่โต๊ะบูชา แล้วพาครอบครัว และพวกญวนลงเรือ ๔ ลำ หนีออกไปทางเมืองสมุทรปราการ

ฝ่าย สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ได้ทราบข่าวจึงรู้สึกขัดเคืองเป็นอย่างมาก รีบนำคนลงเรือติดตามเรือองเชียงสือไป จนรุ่งเช้าจึงทันเรือองเชียงสือที่ปากอ่าวเมืองสมุทรปราการ แต่พอสายๆ ก็มีลมพัดแรง พัดเรือขององเชียงสือห่างออกไป จนทำให้เรือของกรมพระราชวังบวรตามเรือองเชียงสือไม่ทัน องเชียงสือพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลาประมาณ ๗ ปี

พวกข้าหลวงไปค้นเรือน องเชียงสือ จึงได้หนังสือหนึ่งฉบับ จึงนำมาถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ใจความในหนังสือขององเชียงสือ มีดังนี้

“ข้าพระพุทธเจ้าองเชียงสือเข้ามาพึ่งพระบรมบุญญาภินิหาร ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงได้ความสุข บัดนี้มีความวิตกถึงบ้านเมืองนัก ครั้นจะกราบทูลถวายบังคมลากลับออกไปก็เกรงพระราชอาชญา จึงต้องคิดอ่านหนีไปด้วยเป็นความจำเป็น ใช่จะคิดอ่านกบฏกลับมาประทุษร้ายนั้นหามิได้ ขอเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทไปกว่าจะสิ้นชีวิต ซึ่งถวายบังคมลาไปทั้งนี้ จะไปตั้งส้องสุมเกลี้ยกล่อมผู้คนเข้ามาตีเอาเมืองคืนให้จงได้ แม้ขัดสนปืนกระสุนดินดำเหลือกำลังประการใด ก็จะบอกเข้ามารับพระราชทานปืนกระสุนดินดำ และกองทัพออกไปช่วย กว่าจะสำเร็จการสงคราม คืนเอาบ้านเมืองได้แล้วจะขอเป็นเมืองขึ้นขอบขัณฑสีมาสืบไป”

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงทราบความในหนังสือแล้ว จึงตรัสห้ามพระอนุชาธิราช ไม่ให้ตามองเชียงสือไป

เจ้าอันนัมก๊ก

องเชียงสือได้ไปพำนักอยู่ที่เกาะกูด เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงทราบ จึงได้พระราชทานเรือ และกระสุนดินดำให้แก่องเชียงสือ พร้อมทั้งเสบียงอาหาร เพื่อช่วยเหลือองเชียงสือในการต่อสู้กับกบฏไตเซิน

บันทึกของ ยอน ครอเฟิด (John Crawfurd) ทูตอังกฤษในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย บันทึกไว้ว่า องเชียงสือให้พวกพ้องที่อยู่ในเมืองญวน ไปคิดอ่านกับสังฆราชอาดรังฝรั่งเศส และได้ส่งบุตรขององเชียงสือคนหนึ่ง ให้สังฆราชอาดรังพาไปเมืองฝรั่งเศส ไปเฝ้าพระเจ้าหลุยที่ ๑๖ ได้ทำหนังสือสัญญาตกลงกับฝรั่งเศสว่า ฝรั่งเศสจะให้เรือรบออกมาช่วยองเชียงสือ แลกกับดินแดนบางส่วน และประโยชน์ทางการค้าให้แก่ฝรั่งเศส แต่เกิดเหตุการณ์กบฏขึ้นในฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยที่ ๑๖ ถูกสำเร็จโทษด้วยการบั่นพระเศียรด้วยเครื่องกีโยติน (ปฏิวัติฝรั่งเศส) องเชียงสือจึงไม่ได้กำลังจากทางฝรั่งเศสเข้ามาช่วย แต่สังฆราชอาดรังฝรั่งเศสก็ยังคงให้การช่วยเหลือองเชียงสืออยู่ ทั้งในเรื่องกำลังคน และอาวุธ

อย่างไรก็ตาม องเชียงสือก็สามารถรวบรวมกำลังคนและอาวุธจนสามารถเข้ายึดไซง่อนจนสำเร็จในปี พ.ศ.๒๓๓๑

ในปี พ.ศ.๒๓๓๓ องเชียงสือตั้งตัวเป็นเจ้าอันนัมก๊ก

ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหงียน

จักรพรรดิ ยาลอง (Gia Long)
ภาพจาก Wikipedia

ระหว่างที่องเชียงสือ สู้รบกับกบฏไตเซิน ก็ได้มีการถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองแก่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ อยู่อีกถึง ๖ ครั้ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ก็ได้พระราชทานอาวุธ เรือรบ เสบียง รวมถึงกองทัพจากเขมร ไปช่วยองเชียงสือในการรบกับกบฏไตเซิน จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๓๔๕ องเชียงสือ ก็สามารถปราบปรามกบฎไตเซินได้สำเร็จ และปราบดาภิเษกพระองค์เองขึ้นเป็น พระจักรพรรดิยาลอง ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหงียน และสถาปนา เมืองเว้ เป็นราชธานี ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพมหานคร และราชสำนักเว้ ก็ยังคงเป็นไปด้วยดีเสมอมา

ความสัมพันธ์ระหว่าง สยาม และ ประเทศราช

ปี พ.ศ.๒๓๔๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงพระกรุณาโปรดเลื่อนเกียรติยศ พระยากาวิละ ให้เป็นเจ้าขัณฑสีมามีพระนามว่า พระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์องค์อินทรสุริยศักดิ์สมญา มหาขัตติยราชชาติราไชยสวรรย์ เจ้าขัณฑสีมาพระนครเชียงใหม่ราชธานี เป็นใหญ่ในล้านนา ๕๗ เมือง

ปี พ.ศ.๒๓๔๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงพระกรุณาโปรดตั้ง เจ้าอนุวงศ์ ให้ครองนครศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง

ปี พ.ศ.๒๓๔๘ หัวเมืองฝ่ายเหนือ ประกอบไปด้วย กองทัพเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองเถิน เมืองเวียงจันทน์ และเมืองหลวงพระบาง ได้เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ้ง และเมืองลื้อ สิบสองปันนา เจ้าเมืองต่างพากันมาสวามิภักดิ์โดยไม่ต่อสู้

ปี พ.ศ.๒๓๔๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงพระกรุณาโปรดตั้ง นักองจันท์ เป็น สมเด็จพระอุทัยราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสริโยพรรณ บรมสุรินทรามหาจักรพรรดิราช บรมนารถบพิตร สถิตเป็นอิศวรกัมพุชรัฐราชโอภาสชาติวรวงศ์ ดำรงกรุงกัมพูชาธิบดี ศรียโสธรนครอินทปัตถ์ กุรุรัฐบุรีรมย์ อุดมมหาสถาน เจ้ากรุงกัมพูชา

ภายหลังสมเด็จพระอุทัยราชามีใจฝักใฝ่ในราชสำนักเว้ จึงทำให้พวกญวนเข้ามามีบทบาทมากในการปกครองเขมร จนเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายตามมา อันเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามระหว่างสยามกับญวน (ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป)

ปี พ.ศ.๒๓๖๒ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เกิด กบฏอ้ายสาเกียดโง้ง ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษขึ้นในพวกข่าเมืองสาลวัน เมืองคำทอง และเมืองอัตปือข้างฝั่งตวันตกแม่น้ำโขง และสามารถยึดเมืองจำปาศักดิ์ไว้ได้ เจ้าเมืองจำปาศักดิ์กับพวกท้าวเพี้ย จึงพาราษฎรอพยพหลบหนีมาตั้งอยู่ที่บ้านเจียมแขวงเมืองอุบล แล้วมีใบบอกมายังกรุงเทพมหานคร เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงทราบจึงโปรดให้ เจ้าพระยานครราชสิมา และ เจ้าอนุวงศ์ เจ้านครเวียงจันท์ ยกกองทัพไปปราบอ้ายสาเกียดโง้ง กองทัพ เจ้าราชบุตร (โย้) เมืองเวียงจันท์ สามารถจับตัวอ้ายสาเกียดโง้งได้ จากนั้นจึงส่งมายังกรุงเทพฯ มีรับสั่งให้จำตัวอ้ายสาเกียดโง้งไว้ ส่วนพวกข่าที่เป็นพรรคพวกนั้นให้เป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บางบอน ส่วนที่เมืองนครจำปาศักดินั้น ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าพวกเจ้าเมืองนครจำปาศักดิอ่อนแอ ถึงจะให้กลับไปครองเมืองอีก ก็จะรักษาบ้านเมืองไว้ไม่ได้ เจ้าอนุวงศ์เวียงจันท์จึงทูลขอให้เจ้าราชบุตร (โย้) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าอนุวงศ์เป็นเจ้านครจำปาศักดิ เจ้าอนุวงศ์รับจะเป็นกำลังป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ได้อีก จึงทรงพระกรุณาโปรดตั้งเจ้าราชบุตร (โย้) ให้เป็นเจ้านครจำปาศักดิ์

เรื่องตั้งเจ้าราชบุตรเป็นเจ้านครจำปาศักดิ์นี้ กล่าวกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นผู้สนับสนุนกราบทูลต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยให้เจ้าราชบุตรได้เป็นเจ้านครจำปาศักดิ์ แต่ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี ไม่ทรงเห็นชอบด้วย แล้วกล่าวต่อหน้าที่ประชุมหลังจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จออกไปแล้วว่า

“อยากจะรู้นัก ใครเปนผู้จัดแจงเพ็ดทูลให้เจ้าราชบุตรเวียงจันท์ไปเปนเจ้าเมืองจำปาศักดิ แต่เพียงพ่อมีอำนาจอยู่ข้างฝ่ายเหนือก็พออยู่แล้ว ยังจะเพิ่มเติมให้ลูกไปมีอำนาจโอบลงมาข้างฝ่ายตวันออกอิกด้าน ๑ ต่อไปจะได้ความร้อนใจด้วยเรื่องนี้

ต่อมา เมื่อเจ้าอนุวงศ์ และเจ้าราชบุตรเป็นกบฏ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงรู้สึกเสียพระทัยยิ่งนัก ที่คำพูดของ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี เป็นจริง ด้วยสาเหตุนี้ อาจทำให้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงขัดเคืองเจ้าอนุวงศ์เป็นอย่างมาก และรับสั่งให้ เจ้าพระยาราชสุภาวดี ไปทำลายเมืองเวียงจันทน์ จนสิ้นสภาพความเป็นเมืองในเวลาต่อมา (*)

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ได้วิเคราะห์เรื่องการแต่งตั้งเจ้าราชบุตร (โย้) เป็นเจ้านครจำปาศักดิ์ ไว้ว่า
๑. ด้วยพบว่ามีเอกสารซึ่งเป็นหนังสือจากพม่า ติดต่อถึงญวนเรื่องการค้าขาย ระบุว่าถึงพม่ากับญวนจะห่างไกลกัน แต่ก็สามารถติดต่อค้าขายกันได้สะดวก เนื่องจากต้นน้ำโขงนั้นอยู่ในแดนพม่า หากติดต่อค้าขายกันผ่านทางแม่น้ำโขงผ่านทางเมืองเวียงจันทน์ พม่ากับญวน ก็จะติดต่อค้าขายกันได้สะดวก จึงทำให้ฝ่ายไทยวิตกว่าญวนจะขยายอำนาจเข้ามากินเขตแดนเวียงจันทน์ซึ่งเป็นประเทศราชของไทยอยู่
๒. ความอ่อนแอของจำปาศักดิ์ในครั้งนี้ อาจเป็นโอกาสให้ญวนเข้ามามีอิทธิพลครอบงำเมืองจำปาศักดิ์ได้
๓. เจ้าราชบุตร เป็นบุตรของเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งเจ้าอนุวงศ์สนิทชิดเชื้อกับไทยมาแต่ในรัชกาลที่ ๑ และมีอำนาจรักษาการทางชายพระราชอาณาจักรที่ต่อกับญวน

ดังนั้น กรุงเทพมหานครจึงจำเป็นต้องมีการจัดการเมืองจำปาศักดิ์ให้มั่นคง แต่ความคิดเห็นนั้นยังขัดแย้งกันอยู่ คือ
๑. ฝ่ายเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี ทรงเห็นว่า ควรจะให้เมืองนครราชสีมาปกครองเมืองนครจำปาศักดิ์
๒. ฝ่ายกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เห็นว่า ให้พวกเวียงจันท์ลงมาปกครองกันเอง จะเป็นการสะดวกกว่า

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงไว้วางพระราชหฤทัยในเจ้าอนุวงศ์ เพราะเป็นผู้ที่ซื่อตรงต่อกรุงเทพมหานคร ตลอดมาแต่ในรัชกาลที่ ๑ จึงทรงตั้งเจ้าราชบุตร (โย้) ไปเป็นเจ้านครเมืองจำปาศักดิ์

เรื่องขัดเคืองระหว่าง สยาม กับ ญวน

แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีเรื่องขัดเคืองกันขึ้นระหว่างสยาม และญวนอยู่บ้าง เช่น

ในปี พ.ศ.๒๓๓๓ เจ้าอันนัมก๊ก (องเชียงสือ) มีหนังสือถึง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ กล่าวโทษ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) (ต้นตระกูลอภัยวงศ์) ซึ่งเป็นข้าราชการที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ตั้งให้ไปเป็นผู้รักษาราชการในเมืองบัตบอง ว่า เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เกณฑ์กองทัพเขมรต่อเรือรบขึ้นมาเป็นจำนวนมาก หวังจะมาทำร้ายเจ้าอันมัมก๊ก

ในปี พ.ศ.๒๓๕๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระเจ้ายาลอง (องเชียงสือ) ได้ส่งฑูตมากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และถวายพระราชสาสนทรงยินดีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่พระเจ้ายาลองยังได้มีพระราชสาสนอึกฉบับหนึ่ง กล่าวโทษเจ้าเมืองบันทายมาศว่า เป็นคนไม่ดีหลายประการ พระเจ้ากรุงเวียดนามยาลองจึงได้ให้ขุนนางญวนขึ้นมาว่าราชการเมืองบันทายมาศแทน และแต่เดิมเมืองบันทายมาศก็เป็นเมืองขึ้นฝ่ายญวนอยู่แล้ว พระเจ้ากรุงเวียดนามยาลองจึงขอรับพระราชทานเมืองบันทายมาศไปเป็นเมืองขึ้นของญวนอย่างแต่ก่อน จึงมีพระราชสาสนตอบ ยอมยกเมืองบันทายมาศพระราชทานแก่พระเจ้ากรุงเวียดนามตามประสงค์ ด้วยเห็นไม่เป็นประโยชน์ที่จะเป็นอริกับญวน เพราะระแวงว่าจะมีศึกกับพม่าอีก

ในปี พ.ศ.๒๓๕๘ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระอุทัยราชา ปรึกษากับข้าหลวงญวนที่มาดูแลเมืองเขมรว่า จะตีเอาเมืองบัตบองคืนจากไทย ข้าหลวงญวนเห็นด้วย และแนะนำให้พระอุทัยราชาอ้างเหตุ ส่งคนไปขอเก็บน้ำนมศิลาและมูลค้างคาวในแขวงเมืองบัตบอง ตามประเพณีซึ่งเคยทำมาแต่ก่อน แต่ให้ยกไปเป็นกองทัพ ถ้าเห็นว่าเมืองบัตบองมีกำลังน้อยก็ตีเอาเมืองบัตบองเสีย ถ้ามีกำลังมากก็ทำเป็นเข้าไปเก็บน้ำนมศิลาและมูลค้างคาว แต่ในการนี้ญวนจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสีย พระอุทัยราชาก็เห็นชอบด้วย พระยาอภัยภูเบศร์ผู้ว่าราชการเมืองบัตบองเมื่อทราบข่าวก็ส่งคนไปห้ามทัพเขมรไว้ แต่ทัพเขมรไม่ฟังจนเกิดการรบพุ่งกันขึ้น พระยาอภัยภูเบศร์จึงมีใบบอกไปทางกรุงเทพมหานคร เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงสืบทราบความจริงว่าเป็นไปตามใบบอกแล้ว จึงโปรดเกล้าให้ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ เป็นแม่ทัพยกลงไปรักษาเมืองบัตบอง แล้วโปรดให้เสนาบดีมีศุภอักษรแจ้งความไปยังเสนาบดีเมืองญวน ให้ทูลแก่พระเจ้าเวียดนามยาลองให้ทราบเหตุการณ์ที่ข้าหลวงญวนมายุยงให้เขมรกำเริบขึ้น

พระเจ้าเวียดนามยาลอง จึงให้เจ้าเมืองไซง่อนเป็นข้าหลวงไปไต่สวนความจริง แล้วให้เสนาบดีญวนมีศุภอักษรตอบมาว่า ได้ให้พระอุทัยราชาลงโทษจำแม่ทัพนายกองทีคุมคนล่วงเข้าไปในเขตเมืองบัตบองไว้แล้ว แล้วกล่าวโทษพระยาอภัยภูเบศร์ว่า มาห้ามฝ่ายเขมรที่จะเข้าไปเก็บน้ำนมศิลาและมูลค้างคาวตามประเพณีทำให้เกิดการรบพุ่งกันขึ้น แล้วว่าสยามกับญวนเป็นเมืองใหญ่ ควรโอบอ้อมอารีย์แก่เขมรเมืองน้อย ถ้าจะเอาผิดเมืองเขมรจะทำให้ไมตรีระหว่างสยามและญวนมัวหมองกันไปเปล่าๆ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทราบความตามศุภอักษรแล้วก็มิได้ตอบญวนแต่ประการใด แล้วเหตุการณ์จึงสงบลงไม่ได้มีการรบพุ่งกันอีก

ญวนผลัดแผ่นดิน

ในปี พ.ศ.๒๓๖๒ องเชียงสือ หรือ พระจักรพรรดิยาลอง สิ้นพระชนม์ เหงียนฟุกด๋าม (Nguyễn Phúc Đảm) พระราชโอรสเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระนาม พระเจ้ามินมาง (Minh Mạng)

พระเจ้ามินมาง (Minh Mạng)
(ภาพจาก WikiPedia)

พม่า ชวน ญวน รบ ไทย

ในปี พ.ศ.๒๓๖๖ พระเจ้าอังวะจักกายแมง แต่งทูตพม่าให้ไปทำไมตรีกับญวน ชวน พระเจ้าเวียดนามมินมาง ให้ยกกองทัพมาตีกรุงเทพมหานครพร้อมกับกองทัพพม่า แต่พระเจ้าเวียดนามมินมางทรงปฏิเสธ โดยอ้างว่า เมื่อพระเจ้าเวียดนามยาลองจะสิ้นพระชนม์ ได้มีรับสั่งว่า อย่าให้ลูกหลานคิดร้ายต่อกรุงเทพมหานคร ด้วยมีพระเดชพระคุณแก่พระเจ้ายาลองในเวลาตกทุกข์ยาก ได้อุปการะอุดหนุนจนกลับเป็นใหญ่ได้ ทั้งนี้ พระเจ้ามินมางให้เสนาบดีญวนมีศุภอักษรบอกเข้ามายังกรุงเทพมหานครด้วย เนื้อความมีดังนี้

“เมื่อ ณ ปีมแมเบญจศก มีพม่าถือราชสาสนแลคุมเครื่องราชบรรณาการมาถึงเมืองไซ่ง่อน นายไพร่ ๔๗ นาย แจ้งว่าเรือที่มาแต่เมืองพม่าไฟไหม้ เสียที่เมืองเกาะหมาก ต้องจ้างกำปั่นอังกฤษมาส่ง ในพระราชสาสนพม่าว่าหยาบคายเปนอันมาก ตัดเอาแต่ใจความบอกกราบทูลเจ้าเวียดนาม ว่าแต่ครั้งพระเจ้ากรุงเวียดนามยาลอง ได้จัดให้ราชทูตมาหลายครั้งแล้วหาถึงไม่ ครั้งนี้ได้ยินว่าพระเจ้ากรุงเวียดนามขึ้นครองราชสมบัติใหม่ เมืองพม่ายินดีหาที่สุดมิได้ จึงจัดขุนนางผู้ใหญ่ให้เชิญราชสาสนมา ขอให้กรุงเวียดนามตัดทางไมตรีกับกรุงเทพฯ เสีย พม่าจะได้ทำศึกกับกรุงพระมหานครศรีอยุทธยา แล้วมีรับสั่งพระเจ้าเวียดนามว่า จะคบค้าด้วยพม่าก็จะเสียทางพระราชไมตรีกับกรุงเทพฯ ไป จึงมิให้ทูตขึ้นไปเฝ้า (ที่เมืองเว้) ให้กลับไปเสีย แล้วทูตพม่าอ้อนวอนให้รับเครื่องบรรณาการไว้ ขุนนางญวนพร้อมกันรับแหวนทับทิมไว้วง ๑ แลของทั้งปวงนั้นคืนให้ทูตไปสิ้นณเดือน ๓ ปีมแมเบญจศก พระเจ้ากรุงเวียดนามจึงมีรับสั่งให้เจ้าเมืองไซ่ง่อนจัดเรือส่งทูตพม่ากลับไป แลจัดอีแปะเสบียงอาหารพร้อมจ่ายให้ทูต ๆ กลับไปเมืองพม่าแล้ว พระเจ้ากรุงเวียดนามเห็นแก่ทางพระราชไมตรี จึงให้บอกข้อความเข้ามาให้กรุงเทพมหานครทราบ”

ศึกเจ้าอนุวงศ์ แห่งล้านช้าง เวียงจันทน์

การศึกระหว่าง สยาม กับ ญวณ เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ จุดนี้ ซึ่งผมอ้างอิงตามหนังสือ อานามสยามยุทธ ของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ครับ ที่นับรวมศึกเจ้าอนุวงศ์ไว้ด้วยอันเนื่องมาจาก ในตอนปลายสงคราม ญวณได้เข้ามาแทรกแซงและมีบทบาทในการศึกครั้งนี้ด้วยนั่นเอง

ใน พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เขียนไว้ว่า กบฏเจ้าอนุเวียงจันทน์

ในช่วงเวลานั้น ล้านช้างแบ่งเป็น ๓ อาณาจักร คือ
๑. ล้านช้างเวียงจันทน์ มี เจ้าอนุวงศ์ (ເຈົ້າອານຸວົງສ໌) เป็นเจ้าผู้ครองนคร
๒. ล้านช้างจำปาศักดิ์ มี เจ้าราชบุตร (โย้) เป็นเจ้าผู้ครองนคร
๓. ล้านช้างหลวงพระบาง มี เจ้ามันธาตุราช เป็นเจ้าผู้ครองนคร

เพิ่มเติม: ในยุค ล้านช้าง สามก๊ก นี้ เป็นยุคที่ชาวลาวแตกความสามัคคีกัน ทั้งสามก๊กต่างแย่งชิงความเป็นใหญ่ ประหัตประหารกันเอง และดึงเอารัฐที่ใหญ่กว่า เช่น พม่า ญวณ สยาม เข้ามาเพื่อทำลายล้างกัน ตรงจุดนี้เองที่ชาวลาวในปัจจุบันนำมาใช้เป็นบทเรียน ชี้ให้เห็นถึงความสูญเสียในการแตกความความสามัคคี

ในปี พ.ศ.๒๓๖๘ เจ้าอนุวงศ์เสด็จมากรุงเทพมหานครเพื่อช่วยงานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ได้นำไพร่พลมาด้วยจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชดำริให้ไพร่พลที่ตามมาให้ไปตัดต้นตาลที่เมืองสุพรรณ เพื่อจะใช้ไม้มาทำป้อมที่เมืองสมุทรปราการ เพื่อป้องกันเรือรบของอังกฤษ และตอนจะเสด็จกลับเวียงจันทน์ พระองค์จึงทูลขอชาวลาวที่ถูกเกณฑ์มาแต่ครั้งพระเจ้ากรุงธนบุรีกลับไปเวียงจันทน์พร้อมกับพระองค์ แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมิทรงโปรดพระราชทานให้ เจ้าอนุวงศ์จึงเสด็จกลับเวียงจันทน์ด้วยความผิดหวังและโทมนัส

ในปีถัดมา คือปี พ.ศ.๒๓๖๙ เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์จึงทำการกบฏต่อสยาม โดยร่วมมือกับเจ้าราชบุตร (โย้) กษัตริย์เมืองจำปาศักดิ์ซึ่งเป็นโอรสของเจ้าอนุวงศ์เอง เนื้อความบรรยายไว้ในพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ กล่าวว่า

“ที่กรุง (กรุงเทพมหานคร) เดี๋ยวนี้มีแต่เจ้านายเด็กๆ ขุนนางผู้ใหญ่ก็น้อยตัว ฝีมือทัพศึกก็อ่อนแอ ทั้งเจ้าพระยานครราชสีมาก็ไม่อยู่ หัวเมืองรายทางก็ไม่มีที่กีดขวาง การเป็นทีหนักหนาแล้ว ไม่ควรเราจะเป็นเมืองขึ้น ข่าวอังกฤษก็มารบกวนอยู่ เราจะยกทัพไปตีเอากรุงก็เห็นจะได้โดยง่าย”

โดยเจ้าอนุวงศ์นั้น หวังว่า อังกฤษจะเปิดศึกเข้ารบกับไทยแน่นอน แล้วทัพของเจ้าอนุวงศ์นั้นจะได้เป็นทัพกระหนาบตีกรุงเทพอีกทางหนึ่ง แต่การรบกับอังกฤษไม่ได้เกิดขึ้นจริงดั่งที่เจ้าอนุวงศ์หวังไว้ เพราะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทำสนธิสัญญาเบอร์นี และข้อตกลงทางพาณิชย์กับราชฑูตอังกฤษ หันตรีบารนี (Henry Burney) เป็นทีเรียบร้อยประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๓๖๙ ก่อนหน้าที่เจ้าอนุวงศ์จะทำการก่อกบฏประมาณ ๗ เดือน ฝ่ายญวนเองก็ดูจะวางเฉยเรื่องการส่งกองทัพเข้าร่วมกับทัพของเจ้าอนุวงศ์ แต่คงให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ส่วนล้านนาที่สนิทชิดเชื้อกันก็ยังไม่แสดงท่าทีต่อการกระทำของเจ้าอนุวงศ์เช่นกัน ดังนั้นในการศึกครั้งนี้ จึงทำให้มีเพียงเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ และเจ้าราชบุตรแห่งจำปาศักดิ์เท่านั้น ที่นำทัพเข้าทำศึกในครั้งนี้ (ฝ่ายล้านนาในตอนนั้นก็เป็นเมืองประเทศราชสยามอยู่ ดังนั้น หากออกตัวแรง แล้วเจ้าอนุวงศ์พ่ายศึก ฝ่ายล้านนาก็จะกลายเป็นกบฏไปด้วยเช่นกัน อีกส่วนหนึ่งล้านนา กับล้านช้างก็มีสายสัมพันธ์อันดีต่อกันมานาน การปฏิเสธโดยสิ้นเชิงจึงไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน *)

เกร็ดความรู้: หันตรี (Henry Burney) กับ หันแตร (Robert Hunter) เป็นคนละคนกันนะครับ หันแตร ที่กล่าวถึงในละคร ข้าบดินทร์ คือ Robert Hunter พ่อคนนี้เป็นพ่อค้าชาวอังกฤษเข้ามาค้าขายกับสยามในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และได้นำเอา ปืนคาบศิลา มาทูลเกล้าฯ ถวาย จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอาวุธวิเศษประเทศพานิช และได้สร้างห้างสรรพสินค้าแห่งแรกขึ้นในสยาม ส่วน หันตรี หรือ Henry Burney คือ พ่อค้าและทูตชาวอังกฤษ ของ บริษัทอินเดียตะวันออกของบริเตน ที่เข้ามาทำ สนธิสัญญาเบอร์นี ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

การจัดทัพของเจ้าอนุวงศ์

๑. ทัพของเจ้าอุปราช (อนุชาเจ้าอนุวงศ์) เป็นทัพแรกที่ออกจากเวียงจันทน์ เพื่อไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองต่างๆ ทางอิสานซึ่งเป็นเมืองขึ้นต่อกรุงเทพนมหานคร ให้เข้าร่วมกับเจ้าอนุวงศ์ เจ้าเมืองที่ไม่เข้าร่วมก็ฆ่าเจ้าเมืองเสีย จากนั้นก็กวาดต้อนผู้คนจาก เมืองกาฬสินธุ์ เมืองร้อยเอ็ด เมืองสุวรรณภูมิ เมืองชนบท ขอนแก่น แล้วให้ส่งไปไว้ที่เวียงจันทน์ และยกทัพไปตั้งที่เมืองสุวรรณภูมิ (ร้อยเอ็ด)
๒. ทัพของเจ้าราชวงศ์ (โอรสเจ้าอนุวงศ์) เป็นทัพหน้า คุมพล ๓,๐๐๐ จากเวียงจันทน์ ยกเข้าเมืองนครราชสีมา และยกล่วงไปกวาดต้อนผู้คนจนถึง เมื่องสระบุรี
๓. ทัพหลวงของเจ้าอนุวงศ์ และเจ้าสุทธิสาร (โป) (โอรสเจ้าอนุวงศ์) ยกออกจากเวียงจันทน์ มุ่งเข้าเมืองนครราชสีมา
๔. ทัพของเจ้าราชบุตร (โย้) (โอรสเจ้าอนุวงศ์) เจ้าเมืองจำปาศักดิ์ ยกกองทัพออกจากจำปาศักดิ์ กวาดต้อนผู้คนจาก เมืองเขมราฐ เมืองอุบล เมืองศีรษะเกษ เมืองเดชอุดม เมืองยโสธร ส่งไปไว้ยังจำปาศักดิ์ แล้วให้กองทัพของเจ้าราชบุตรไปบรรจบกันที่เมืองนครราชสีมา

ในระหว่างนั้นเจ้าเมืองนครราชสีมาไม่ได้อยู่รักษาเมือง เนื่องจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ไประงับเหตุทะเลาะวิวาทกันระหว่างเจ้าเมืองขุขันธ์กับหลวงยกกระบัตรเมืองผู้เป็นน้อง เจ้าพระยานครราชสีมาพร้อมกับพระยาปลัดจึงเดินทางไปพร้อมกัน เจ้าราชวงศ์จึงใช้อบุายลวงผู้ที่รักษาเมืองซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยว่า ทางกรุงเทพให้เจ้าอนุวงศ์ยกทัพจากเวียงจันทน์ไปช่วยกรุงเทพเตรียมรบกับอังกฤษ พระยายกกระบัตรผู้ดูแลเมืองจึงยอมให้เจ้าราชวงศ์ผ่านไปจนถึงสระบุรี เมื่อเจ้าอนุวงศ์ยกทัพตามลงมาถึงเมืองนครราชสีมาเมื่อ เดือน ๓ แรม ๖ ค่ำ (วันเสาร์ที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๖๙) จากนั้นก็ให้เกณฑ์ผู้คนในเมือง และแจ้งแก่พระยายกกระบัตรว่า เจ้าเมืองนครราชสีมาเบียดเบียนชาวเมือง ชาวเมืองเดือนดร้อนกันอย่างมาก เจ้าอนุวงศ์จึงจะกวาดต้อนผู้คนในเมืองไปอยู่ที่เวียงจันทน์ชาวบ้านจะได้อยู่กันอย่างสุขสบาย พระยายกกระบัตรเกรงกลัวเจ้าอนุวงศ์จึงต้องยอมทำตาม

เมื่อเจ้าพระยานครราชสีมา และพระยาปลัดทราบข่าวเจ้าอนุวงศ์เข้ามากวาดต้อนผู้คนในเมืองนครราชสีมา พระยาปลัดจึงขอกลับมาเมืองนครราชสีมาก่อน และเข้าพบกับเจ้าอนุวงศ์และแจ้งแก่เจ้าอนุวงศ์ว่า เจ้าพระยานครราชสีมาหนีไปเมืองเขมรแล้ว ส่วนตัวเองจะขอไปเวียงจันทน์ด้วยพร้อมกับครอบครัว เจ้าอนุวงศ์เชื่อตามนั้น จึงให้พระยาปลัด และพระยายกกระบัตรคุมคนที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองนครราชสีมาไปเวียงจันทน์

วีระกรรมที่ทุ่งสัมฤทธิ์

จนกระทั่งชาวเมืองนครราชสีมาที่ถูกกวาดต้อนมามาถึง ทุ่งสัมฤทธิ์ พระยาปลัดและ พระยายกกระบัตร จึงออกอุบายว่าผู้คนที่กวาดต้อนมาอึดโรย จะขอพักที่ทุ่งสัมฤทธิ์นี้ก่อน แล้วให้ผู้หญิงไปปรนนิบัตินายกองผู้คุมฝ่ายลาว จนกระทั่งเวลาค่ำจึงร่วมมือกันฆ่านายกองลาวที่คุมมาตายเกือบหมด บางส่วนที่หนีไปได้ก็ไปแจ้งแก่เจ้าอนุวงศ์ที่เมืองนครราชสีมา เจ้าอนุวงศ์จึงให้เจ้าสุทธิสารยกไพร่พลจำนวน ๓,๐๐๐ คนตามมา พระยาปลัดและพระยายกกระบัตร จึงให้ผู้ชายเป็นกองหน้า ท่านผู้หญิงโม้ (ย่าโม) ภรรยาพระยาปลัดคุมผู้หญิงเป็นกองหนุน เข้าสู้กับทัพของเจ้าสุทธิสารอย่างกล้าหาญ ฆ่าฟันทหารลาวล้มตายเป็นจำนวนมาก เจ้าสุทธิสารเห็นผู้คนที่กวาดต้อนมาสู้อย่างกล้าหาญก็เกิดความกลัว คิดว่าเจ้าพระยานครราชสีมานำกองทัพมาช่วย จึงถอยกลับไปแจ้งแก่เจ้าอนุวงศ์

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา (ภาพจาก WikiPedia)

ฝ่ายกรุงเทพมหานครเมื่อได้ทราบข่าวการเป็นกบฏของเจ้าอนุวงศ์แล้ว จึงได้ยกกองทัพออกจากกรุงเทพมหานคร เมื่อเดือน ๔ ขึ้น ๖ ค่ำ (วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๓๖๙) เจ้าอนุวงศ์ได้ทราบข่าวว่ากรุงเทพมหานครยกทัพมาแล้ว กับทัพของชาวเมืองนครราชสีมาที่เจ้าอนุวงศ์คิดว่า เจ้าพระยานครราชสีมายกทัพมาช่วย ก็กลัวจะต้องรับศึกสองด้าน จึงถอยทัพไปตั้งที่ หนองบัวลำภู เมื่อเดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ (วันศุกร์ที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๓๖๙) และไปตั้งค่ายอยู่ที่ ช่องเขาสาร แล้วให้ทัพของเจ้าราชวงศ์ที่เมืองสระบุรียกขึ้นไปตั้งที่ เมืองหล่ม (หล่มศักดิ์) ส่วนทัพเจ้าอุปราชนั้น ยังคงตั้งอยู่ที่ เมืองสุวรรณภูมิ (ร้อยเอ็ด)

การจัดทัพของกรุงเทพมหานครนั้น แบ่งเป็น ๕ ทัพ

๑. ทัพหลวง มี กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ เป็นจอมทัพ เสด็จไปทางดงพระยาไฟ (ดงพญาไฟ หรือ ดงพญาเย็น ในปัจจุบัน) แล้วเข้าเมืองนครราชสีมา และมีรับสั่งให้เจ้าพระยามหาโยธา คุมทัพรามัญขึ้นไปทางดงพระยากลาง
๒. ทัพ เจ้าพระยาอภัยภูธร ที่สมุหนายก คุมทัพกรุง ทัพหัวเมือง ไพร่พล ๕,๐๐๐ คน ขึ้นทางเมืองเพ็ชรบูรณ์ จุดหมายคือเข้าตีทัพเจ้าราชวงศ์ที่ตั้งอยู่ที่เมืองหล่มศักดิ์
๓. ทัพ พระยาเพ็ชรพิชัย และ พระยาไกรโกษา คุมทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ ๓,๐๐๐ คน ขึ้นทางเมืองพิษณุโลก เมืองนครไทย จุดหมายคือเข้าตีทัพเจ้าราชวงศ์ เป็นทัพหนุนให้กับทัพที่ ๒
๔. ทัพ พระยาราชนิกูล พระยารามกำแหง พระยารองเมือง พระยาจันทบุรี คุมไพร่พลไปทางเมืองบัตบอง (พระตะบอง) ขึ้นไปเมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ และให้เกณฑ์ไพร่พลเขมรไปในทัพด้วย (พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ระบุว่าเมื่อเสร็จศึกครั้งนี้แล้ว ทัพนี้หายไปไม่ทราบข่าวคราว)
๕. ทัพ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ เป็นแม่ทัพใหญ่ ยกไปทางเมืองปราจีน และไปตั้งทัพประจันตาคาม ทัพสายนี้แบ่งเป็น ๔ กองทัพ แยกออกเป็นสองสาย คือ
สายที่ ๑ ทัพ พระยาราชสุภาวดี (ภายหลังคือ เจ้าพระยาบดินทร์เดชา) ยกขึ้นไปทางบ่อโพง แล้วไปเมืองปราจีน ไปตั้งทัพที่เมืองประจันตคาม
สายที่ ๒ ประกอบไปด้วย ๓ ทัพ คือ ทัพที่ ๑ ทัพเจ้าพระยาพระคลัง และ ทัพที่ ๒ ทัพกรมหมื่นพิพิธภูเบนทร์ และ กรมหมื่นพิทักษเทเวศร และทัพที่ ๓ ทัพกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ ยกไปทางคลองสำโรงขึ้นที่เมืองปราจีน และไปตั้งทัพที่เมืองประจันตคาม
๖. ทัพจากเมืองนครศรีธรรมราช แต่ไม่ได้ยกเข้ามาช่วยกรุงเทพมหาคร เพราะต้องอยู่รักษาเมือง เนื่องจาก

ในระหว่างนั้น หันตรีราชฑูตอังกฤษได้นำกองเรือ ๔-๕ ลำ เข้ามาทางเกาะหมาก เพื่อจะมาขอเปลี่ยนหนังสือสัญญาที่เมืองตรัง เจ้าพระยานครศรีธรราราชจึงได้แจ้งมาทางกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีรับสั่งให้ ทัพเจ้าพระยาพระคลัง, ทัพกรมหมื่นพิพิธภูเบนทร์ กรมหมื่นพิทักษ์เทเวศร และทัพกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ กลับมารักษาเมืองสมุทรปราการ เพื่อเป็นการป้องกันเรือรบอังกฤษ (ทั้งสามกองทัพนี้ เป็นทัพที่ยกไปทางปราจีนบุรี ดังนั้น ทัพสายนี้ จึงเหลือแต่ทัพของพระยาราชสุภาวดีเพียงทัพเดียว)

ทัพกรุงเทพมหานคร ปะทะ ทัพเวียงจันท์ จำปาศักดิ์

เมื่อทัพหลวงมาถึงเมืองนครราชสีมา จึงมีรับสั่งให้ทัพหน้า ๕ กอง มีทัพพระยาจ่าแสนยากร พระยากระลาโหมราชเสนา พระยาพิไชยบุรินทรา พระยาณรงควิไชย และเจ้าพระยามหาโยธา เข้าตีค่ายหนองบัวลำภู ทัพหน้าทั้ง ๕ กองสามารถตีค่ายที่หน่องบัวลำภูจนทัพลาวแตกพ่ายไปได้เมื่อเดือน ๖ ขึ้น ๙ ค่ำ (วันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๗๐) แล้วทั้ง ๕ ทัพจึงไปตั้งทัพที่ ทุ่งส้มป่อย

ฝ่ายทัพของพระยาราชสุภาวดี เมื่อตามทัพหลวงเข้มาถึงเมืองนครราชสีมาแล้ว จึงโปรดเกล้าให้ยกพล ๖,๐๐๐ ไปตีเมืองจำปาศักดิ์ พระยาราชสุภาวดีจึงยกขึ้นไปตี เมืองพิมาย ซึ่งมีทัพเจ้าโถงซึ่งเป็นหลานของเจ้าอนุวงศ์ตั้งทัพอยู่ ทัพของพระยาราชสภาวดีสามารถตีทัพเจ้าโถงจนแตก แล้วทัพของพระยาราชสุภาวดีก็ยกขึ้นไปตั้งที่ เมืองขอนแก่น แล้วมีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมเจ้าอุปราชที่ตั้งอยู่ที่เมืองสุวรรณภูมิ เจ้าอุปราชจึงส่งหนังสือนั้นไปให้เจ้าอนุวงศ์ แล้วก็ยกกองทัพขึ้นไปตั้งที่ เมืองหนองหาร (อุดรธานี) ฝ่ายพระยาราชสุภาวดีทราบข่าวว่าเจ้าอุปราชยกทัพขึ้นไปเมือหนองหารแล้ว จึงจัดทัพเข้าตี เมืองยโสธร แล้วตั้งทัพอยู่ที่นั่น

ฝ่ายทัพเจ้าพระยาอภัยภูธรยกขึ้นไปถึงเมืองหล่ม พอกองทัพพระยาเพ็ชร์พิไชย พระยาไกรโกษามาถึง ก็ตีทัพเจ้าราชวงศ์แตกไป เจ้าราชวงศ์จึงยกกองทัพที่เหลือไปสมทบกับเจ้าอนุวงศ์ที่ช่องเขาสาร

เจ้าอนุวงศ์หนีไปพึ่งญวน

ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์เมื่อทราบข่าวว่าค่ายที่เมืองหนองบัวลำภู และเมืองหล่มแตกหมดแล้ว จึงถอยกลับเวียงจันทน์ และให้นายทัพนายกองส่วนหนึ่งเฝ้าค่ายช่องเขาสารไว้ ส่วนตัวเจ้าอนุวงศ์ เจ้าราชวงศ์ เจ้าสุทธิสาร กลับไปยังเวียงจันทน์ แล้วพาครอบครัวหนีไปยังเมืองล่าน้ำ หรือเมืองแง่อาน เขตแดนเมืองญวน ซึ่งเป็นชายแดนระหว่างลานช้าง และญวน เมื่อเดือน ๖ แรม ๖ ค่ำ (วันทที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๗๐)

การศึก ณ ทุ่งส้มป่อย

ฝ่ายกองทัพลาวที่ช่องเขาสาร พอรู้ว่ากองทัพไทยมาตั้งอยู่ที่ทุ่งส้มป่อย ก็ส่งข่าวให้กองทัพลาวที่เหลืออยู่ยกเข้าล้อมทัพไทยไว้ ทัพหน้าที่ถูกล้อมเห็นทัพลาวมีจำนวนมากกว่า จึงอยู่รักษาค่ายไว้ไม่ออกรบ ทัพลาวจึงล้อมทัพไทยไว้อยู่นานถึง ๗ วัน เสบียงอาหารก็เริ่มขาดแคลนจนเกือบจะเสียแก่ฝ่ายลาว แต่ทัพหน้าอีกทัพของกรมหมื่นนเรศรโยธี กรมหมื่นเสนีบริรักษ์ตามมาทัน ก็เข้าปะทะกับกองทัพลาวที่ล้อมไว้ ฝ่ายกองทัพที่อยู่ในค่ายส้มป่อยที่ถูกล้อม เห็นมีทัพไทยมาช่วย จึงตีฝ่าออกมารบกับทัพลาว จนในที่สุดก็สามารถตีทัพลาวจนแตกพ่ายไปเมื่อเดือน ๖ แรม ๓ ค่ำ (วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๗๐) และสามารถยึดค่ายช่องเขาสารได้ กองทัพไทยจึงยกตามไปจนถึง เมืองพันพร้าว แล้วจึงตั้งทัพที่เมืองพันพร้าวรอรับเสด็จทัพหลวง ส่วนกรมหมื่นนเรศรโยธี กรมหมื่นเสนีบริรักษ์ยกข้ามน้ำโขงเข้าเมืองเวียงจันทน์

พระยาราชสุภาวดี ได้ตัว เจ้าราชบุตรแห่งจำปาศักดิ์

ฝ่ายพระยาราชสุภาวดีอยู่ที่เมืองยโสธรก็จะยกเข้าตีเมืองจำปาศักดิ์ ฝ่ายเจ้าราชบุตรรู้ว่าพระยาราชสุภาวดีจะเข้าตีจำปาศักดิ์ จึงยกมาตั้งที่ เมืองอุบล แล้วให้เจ้าปาน เจ้าสุวรรณ คุมกองทัพมาตั้งค่ายรับอยู่เมืองยโสธร พระยาราชสุภาวดีจึงยกไปตีเจ้าปาน เจ้าสุวรรณจนแตกพ่ายไป จากนั้นก็ยกเข้าตีเจ้าราชบุตรที่เมืองอุบล ปรากฏว่าเกิดกบฏขึ้นในกองทัพของเจ้าราชบุตร พวกลาวเกิดฆ่าฟันกันเอง เจ้าราชบุตรจึงหนีกลับไปเมืองจำปาศักดิ์ แต่ในเมืองจำปาศักดิ์ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอีก เมื่อพวกชาวเมืองที่ถูกกวาดต้อนไปไว้ในเมืองจำปาศักดิ์เกิดจลาจลขึ้นจุดไฟเผาบ้านเรือนขึ้น พระยาราชสุภาวดีจึงเข้ารักษาเมืองจำปาศักดิ์ไว้ แล้วตามจับตัวเจ้าราชบุตร เจ้าปาน เจ้าสุวรรณ จนได้ตัว และเมื่อทราบข่าวว่าทัพหลวงตั้งอยู่ที่พันพร้าว พระยาราชสุภาวดีจึงได้รีบยกไปที่ค่ายพันพร้าว

หนังสือจากแม่ทัพญวน ถึง พระยาราชสุภาวดี

ขณะที่พระยาราชสุภาวดีมาถึง เมืองนครพนม ก็มีหนังสือจากแม่ทัพญวนมาถึง พระสุริยภักดี นายทัพในกองทัพของพระยาราชสุภาวดี จะเห็นได้ว่าญวนเองก็พยายามจะเข้ามามีอำนาจเหนือล้านช้างเหมือนกัน ด้วยว่าล้านช้างเองตอนนั้นก็ได้ส่งเครื่องราชบรรณาการให้กับทั้งญวนและไทย ใจความของจดหมายนั้นตามพงศาวดารบันทึกไว้ว่า

“เมืองเวียงจันท์กับกรุงเทพมหานครเป็นเมืองไมตรีสนิท เปรียบเหมือนฝีปากกับฟันไม่มีเหตุอันใด เหตุใดจึ่งยกกองทัพขึ้นมาทำลายรื้อเมืองเวียงจันท์เสีย ไพร่บ้านพลเมืองแตกตื่นไป และเมืองเวียงจันท์ก็เป็นแดนกรุงเวียดนาม บัดนี้แม่ทัพใหญ่ใช้ให้ข้าพเจ้าคุมกองทัพบกมา ๒๐,๐๐๐ เศษ มาตั้งอยู่เมืองตามดอง จึ่งมีหนังสือมาให้แจ้ง ให้ท่านยกกองทัพกลับไปอยู่แดนของท่าน และท่านกวาดเอาครอบครัวแดนญวนไปไว้เท่าใด ขอให้ส่งคืนมาแดนญวน ทางไมตรีจะได้รอบคอบยืนยาวเสมอไป ถ้าท่านไม่ฟังข้าพเจ้าก็ไม่ละ ถ้าองกินเลือกแม่ทัพใหญ่ยกลงมาถึงแล้วก็จะไม่ฟังกัน แต่หญ้าต้นหนึ่งก็ไม่ให้เหลือไว้ บอกมาทั้งนี้เป็นความสัตย์จริง ให้ทำตามคำข้าพเจ้า”

เมื่อพระยาราชสุภาวดีทราบก็ไม่ได้ตอบอะไรแก่ญวนไป แล้วจึงเร่งเดินทัพต่อเพื่อไปเฝ้ากรมพระราชวังบวรสถานมงคลที่ค่ายพันพร้าว

ฝ่ายทัพหลวงเมื่อเสด็จถึงเมืองพันพร้าว กรมพระราชวังบวรสถานมงคลจึงมีรับสั่งให้รื้อทำลายป้อม กำแพงเมืองเวียงจันทน์เสีย ดำริให้สร้าง เจดีย์ปราบเวียง ขึ้นที่เมืองพันพร้าวนี้ และอัญเชิญพระเสริม และพระที่ไม่สามารถนำกลับกรุงเทพมหานครได้มาบรรจุไว้ พร้อมทั้งให้จารึกเรื่องของเจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏเก็บไว้ที่เจดีย์ปราบเวียงนี้ ฝ่ายเจ้าอุปราชที่หนองหารเมื่อทราบข่าวว่าเจ้าอนุวงศ์หนี่ไปเวียงจันทน์แล้ว และทัพหลวงตั้งอยู่ที่พันหร้าว จึงเข้ามาสวามิภักดิ์ ส่วนทัพที่เข้าตีเมืองหล่มนั้น พอทราบข่าวว่าทัพหลวงตั้งอยู่ที่เมืองพันพร้าวจึงยกกองทัพตามมา นอกจากนี้ยังมีทัพจากเมืองประเทศราชเข้าร่วมในการศึกครั้งนี้ด้วยคือ ทัพจากล้านนามี เชึยงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, แพร่ และน่าน และทัพจากหลวงพระบางอีกทัพหนึ่ง แต่ ๖ เมืองประเทศราชนี้ก็ดูจะไม่มีใจในการร่วมรบสักเท่าไหร่ ซึ่งดูได้จากหนังสือจากกรมพระราชวังบวรสถานมงคลกราบทูลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีใจความดังนี้

“ฝ่ายทัพพุงดำ (ล้านนา) ๕ หัวเมือง และหัวเมืองหลวงพระบางนั้น ถ้าทัพหลวงไม่ได้เมืองเวียงจันท์ ก็หามีผู้ใดมาถึงเมืองเวียงจันท์ไม่ แต่จะคอยเก็บครอบครัวช้างม้าอยู่ริมเขตต์แดนคอยทีไหวพริบเป็น ๒ เงื่อน แต่บัดนี้ใช้สอยได้เป็นปกติ ต้องขู่บ้าง ปลอบบ้าง แต่ยังดูน้ำใจทั้ง ๖ หัวเมือง ๆ หลวงพระบางอ่อนนัก เมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูน ๒ เมืองนี้ ก็สุดแต่เมืองละคร (เมืองลำปาง *) เมืองแพร่นั้นตามธรรมเนียม แต่เมืองน่านนั้นการเดิมไหวอยู่ พระยาละครคนนี้มีอัธยาศัยมาก สมควรที่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมชุบเลี้ยง เห็นเป็นราชการได้ยืนยาว”

เกร็ดความรู้: สมัยก่อนคนภาคกลางมักเรียก ชาวล้านนา ว่า ลาวพุงดำ และเรียกชาวลาวเวียงจันทร์ ว่า ลาวพุงขาว

ที่ค่ายพันพร้าว กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้ส่งตัวเจ้าราชบุตร เจ้าปาน เจ้าสุวรรณ ที่พระยาราชสุภาวดีจับตัวได้ลงมากรุงเทพมหานครก่อน และรับสั่งให้พระยาเพ็ชรพิไชย พระยาสมบัติธิบาล แยกไปจัดการเมืองหล่มศักดิ์ เมืองเลย แล้วให้กลับไปในฤดูฝน และรับสั่งให้พระยาราชสุภาวดีอยู่จัดการเมืองจำปาศักดิ์ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นทัพหลวงจึงเสด็จกลับกรุงเทพมหานคร ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ไพร่พลที่ไปรบในคราวนี้ตายในสนามรบน้อย แต่ตายเพราะไข้ป่านั้นมากกว่า ซึ่งเจ้าพระยาอภัยภูธรก็ได้ถึงแก่อสัญกรรมเนื่องจากไข้ป่าไปด้วยจากการศึกในครั้งนี้

เลื่อนตำแหน่งพระยาราชสุภาวดี เป็น เจ้าพระยาราชสุภาวดี

เมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จกลับถึงกรุงเทพมหานครแล้ว กราบทูลความดีความชอบของพระยาราชสุภาวดีให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทราบแล้ว จึงโปรดเกล้าให้เลื่อนตำแหน่งพระยาราชสุภาวดี เป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดีว่าที่สมุหนายก ให้พระสุริยภักดีเลื่อนเป็นพระราชรินทร์ แล้วโปรดให้มีหนังสือบอกเรื่องเวียงจันทน์เป็นกบฏ และเจ้าอนุวงศ์หนีไปอยู่ในเขตแดนเมืองญวนให้กับองเลโบ ส่งไปทางเมืองเขมรให้ส่งต่อไปจนถึงเมืองไซ่ง่อน เพื่อให้ทางไซง่อนแจ้งไปทางราชสำนักเว้

ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี เมื่อจัดการบ้านเมืองเรียบร้อยก็กลับมายังกรุงเทพมหานคร พร้อมกับพระบาง และเจ้าอุปราชที่มาสวามิภักดิ์ (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๗๐) แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ยังทรงขัดเคืองเจ้าพระยาราชสุภาวดีอยู่ ที่ไม่ยอมทำลายเมืองเวียงจันทน์ให้ราบคาบ เนื่องจากทรงเห็นว่ายังจับตัวเจ้าอนุวงศ์ไม่ได้ ทรงเกรงว่าจะกลับมาตั้งเมืองขึ้นอีก อีกทัั้งทรงเห็นว่าเมืองเวียงจันทน์เป็นกบฏมา ๒ ครั้งแล้ว ไม่ควรปล่อยไว้ให้เป็นเมืองอีก (ครั้งแรกเมื่อคราวพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมาปราบปราม ครั้งนั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ก็ได้อันเชิญพระแก้วมรกตลงมายังกรุงธนบุรีด้วย และก่อนจะอัญเชิญลงมาได้สร้างเจดีย์ประดิษฐานพระแก้วมรกตไว้ชั่วคราวที่วัดพระแก้ว เมืองพันพร้าวนี้ด้วย)

ประมาณเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๓๗๑ เจ้าพระยาราชสุภาวดี จึงกราบบังคมทูลลากลับไปจัดการเมืองเวียงจันทน์อีกครั้ง เจ้าพระยาราชสุภาวดีตั้งทัพอยู่ที่หนองบัวลำภู ให้พระยาราชรองเมือง พระยาพิไชยสงคราม พระยาทุกขราษฎร์เมืองนครราชสีมา หลวงสุเรนทรวิชิต ยกขึ้นไปพันพร้าว แล้วพระยาราชรองเมืองจึงให้ พระยาพิไชยสงคราม พระยาทุกขราษฎร์ หลวงสุเรนทรวิชิต ข้ามไปเมืองเวียงจันทน์

พระเจ้าเวียดนามมินมาง ให้ทหารญวนพา เจ้าอนุวงศ์ และเจ้าราชวงศ์ เสด็จกลับเวียงจันทน์

พระยาราชรองเมืองที่พันพร้าวได้ข่าวจากเวียงจันทน์ว่า เจ้าราชวงศ์ถือหนังสือพระเจ้ากรุงเวียดนามมินมางมาแจ้งแก่เวียงจันทน์ว่า ฝ่ายญวนจะพาเจ้าอนุวงศ์ และเจ้าราชวงศ์กลับมาที่เมืองเวียงจันทน์ จึงแจ้งข่าวให้กับเจ้าพระยาราชสุภาวดี เมื่อเจ้าพระยาราชสุภาวดีได้ทราบข่าว จึงเร่งยกทัพไปตั้งที่เมืองพันพร้าว

เจ้าอนุวงศ์ และเจ้าราชวงศ์มาถึงเวียงจันทน์เมื่อเดือน ๘ แรม ๖ ค่ำ (วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๓๗๑) มีผู้คนที่เป็นลาวติดตามมาด้วยประมาณ ๑,๐๐๐ คน และญวนอีกประมาณ ๘๐ คน ล่ามญวนจึงเข้ามาเจรจากับพระยาพิไชยสงคราม ใจความว่า เจ้าอนุวงศ์ทำความผิดหนีไปหาญวน ญวนเหมือนมารดา กรุงเทพมหานครเหมือนบิดา เมื่อบิดาโกรธบุตร มารดาต้องพามาขอโทษ แล้วจะให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีพาตัวเจ้าอนุวงศ์ไปกรุงเทพมหานครเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

เจ้าอนุวงศ์ และเจ้าราชวงศ์ เข้าล้อมกองทัพไทย

ในเดือน ๘ แรม ๗ ค่ำ (วันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๓๗๑) เวลาบ่าย ๔ โมง เจ้าอนุวงศ์ และเจ้าราชวงศ์ก็นำกำลังของตนเข้าล้อมฝ่ายไทยไว้ พระยาพิไชยสงคราม พระยาทุกขราษฎร์ หลวงสุเรนทรวิชิต ไม่ทันรู้ตัว ก็ถูกฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ยิงจนถึงแก่ความตาย ไพร่พลที่เหลือต่างพากันแตกหนี แต่ก็ถูกฝ่ายลาวฆ่าตายไปมาก เหลือแต่หมื่นรักษานาเวศกับไพร่ประมาณ ๔๐-๕๐ คนข้ามแม่น้ำกลับมาแจ้งข่าวแก่เจ้าพระยาราชสุภาวดีได้

ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีก็มาถึงค่ายพันพร้าวในวันเดียวกัน จะข้ามไปช่วยก็ไม่ได้เพราะมีกำลังมีน้อยกว่า เมื่อทราบข่าวจากหมื่นรักษานาเวศ จึงยกกองทัพไปตั้งที่เมืองยโสธร

ฝ่ายญวนที่มากับเจ้าอนุวงศ์ เห็นเจ้าอนุวงศ์ และเจ้าราชวงศ์ทำผิดคำสั่งพระเจ้ากรุงเวียดนาม จึงพากันกลับเมืองแง่อาน แล้วแจ้งข่าวไปยังราชสำนักเว้

การศึก ณ บ้านบกหวาน

ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ ส่งคนข้ามฝากไปยังพันพร้าว แล้วสั่งให้ทำลายเจดีย์ปราบเวียงเสีย แล้วอันเชิญพระเสริมกลับมาประดิษฐานที่เวียงจันทน์ดังเดิม แล้วให้เจ้าราชวงศ์ติดตามเจ้าพระยาราชสุภาวดีไป จนกระทั่งเกิดการรบกันอย่างหนักที่ บ้านบกหวาน เมื่อเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๐ ค่ำ (วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๓๗๑) เจ้าราชวงศ์แทงถูกเจ้าพระยาราชสุภาวดีเสื้อขาด เสียดลงไปตั้งแต่อกจนถึงท้องน้อยเป็นแผลยาวแต่ไม่ทะลุเข้าไปถึงข้างใน หลวงพิพิธน้องเจ้าพระยาราชสุภาวดีวิ่งเข้าไปช่วย จึงถูกเจ้าราชวงศ์ฟันจนถึงแก่ความตาย เจ้าราชวงศ์จะเข้าซ้ำเจ้าพระยาราชสุภาวดี แต่ถูกปืนยิงเข้าที่เข่าขวาพวกบ่าวไพร่ของเจ้าราชวงศ์เห็นดังนั้นจึงพาเจ้าราชวงศ์หนีกลับไปเวียงจันทน์ เจ้าอนุวงศ์เห็นว่าทัพไทยเข้มแข็งก็กลัวจะรับมือไม่ไหว เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๑ ค่ำ (วันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๓๗๑) จึงพากันหนีไปเมืองญวนอีก

ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีเห็นว่าตัวเองยังไม่เป็นอะไรมากนัก เมื่อทำแผลเสร็จก็สั่งให้ไพร่พลรีบตามเจ้าราชวงศ์ไป แต่ก็ตามไม่ทัน จึงให้ตั้งทัพที่เมืองพันพร้าว แล้วให้นายทัพนายกองพาคนข้ามไปฝั่งเวียงจันทน์ตามจับตัวเจ้าอนุวงศ์ แต่เจ้าอนุวงศ์หนีไปแล้ว ตามจับได้เจ้าสุทธิสาร และญาติๆ ของเจ้าอนุวงศ์ เมื่อเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๓๗๑) เจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงให้คนคุมตัวลงมากรุงเทพนมหานคร แล้วเจ้าพระยาราชสุภาวดีก็ยกกองทัพข้ามฝากไปเวียงจันทน์ แล้วทำลายเมืองเวียงจันทน์จนหมดสิ้น เหลือไว้แต่วัดที่ไม่ได้ทำลาย แล้วให้กวาดต้อนผู้คนในเมืองเวียงจันทน์ข้ามฟากไปไว้ที่ค่ายพันพร้าว เพื่อจะนำกลับไปกรุงเทพมหานคร เมื่องเวียงจันทน์จึงสิ้นสภาพความเป็นเมืองโดยสิ้นเชิง

ลวงฆ่าทหารญวน

ฝ่ายพระเจ้ากรุงเวียดนามมินมางได้ทราบเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้น จึงให้เจ้าเมืองแง่อานส่งคนถือหนังสือไปถึงแม่ทัพฝ่ายไทย เจ้าเมืองแง่อานจึงจัดคนทั้งญวนและลาวรวม ๕๐ คน เข้ามาทางนครพนมมาส่งหนังสือให้แก่แม่ทัพฝ่ายไทย ฝ่ายพระวิชิตสงคราม และหลวงนรา ซึ่งตั้งทัพอยู่เมืองนครพนม จึ่งบอกหนังสือมาถึงเจ้าพระยาราชสุภาวดี เจ้าพระยาราชสุภาวดีเกรงว่าจะซ้ำรอยเหมือนครั้งก่อนที่เวียงจันทน์ จึงมีคำสั่งให้ พระวิชิตสงคราม และหลวงนรา สังหารพวกญวนทั้งหมดเสีย พระวิชิตสงคราม และหลวงนรา จึงแกล้งแต่งโต๊ะทำเป็นเลี้ยงรับรองพวกญวน พวกญวนเชื่อดังนั้นก็พากันไปกินโต๊ะ พอถึงเวลา พระวิชิตสงคราม และหลวงนรา จึงให้สัญญาณทหารไทยลงมือฆ่าพวกญวนเสียทั้งหมด

เจ้าน้อยเมืองพวน จับตัวเจ้าอนุวงศ์

ถึงถึงเดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (วันรที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๗๑) มีหนังสือจาก เจ้าน้อยเมืองพวน ส่งถึงเจ้าพระยาราชสุภาวดีว่า จะออกตามหาเจ้าอนุวงศ์และครอบครัวให้ และขอให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีไม่ต้องยกกองทัพติดตามเข้าไปถึงเมืองพวน จนกระทั่งพบตัวเจ้าอนุวงศ์และครอบครัวที่น้ำไฮเชิงเขาไก่ (ในพระราชพงศาวดารระบุว่า ผู้ที่ช่วยจับตัวเจ้าอนุวงศ์นั้น มีคนของเมืองน่าน และเมืองหลวงพระบางร่วมอยู่ด้วย) เจ้าน้อยเมืองพวนจึงส่งหนังสือถึงเจ้าพระยาราชสุภาวดีให้รีบส่งคนขึ้นไปรับตัวเจ้าอนุวงศ์ นายทัพนายกองพาตัวเจ้าอนุวงศ์มาส่งให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีที่เมืองเวียงจันทน์เมื่อเดือนอ้ายขึ้น ๑๕ ค่ำ (วันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๗๑) เมื่อได้ตัวเจ้าอนุวงศ์แล้ว เจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงได้ถามเจ้าอนุวงศ์ถึงเจ้าราชวงศ์ เจ้าอนุวงศ์จึงบอกกับเจ้าพระยาราชสุภาวดีว่า เจ้าราชวงศ์นั้นถูกปืนยิงเข้าที่เข่า จึงไม่สามารถเดินเท้าไปด้วยกันได้ เจ้าราชวงศ์กับภรรยาจึงพากันไปทางเรือ ให้บ่าวไพร่พายไปทางเมืองมหาชัยกองแก้ว เมื่อเจ้าพระยาราชสุภาวดีทราบดังนั้นก็่ส่งนายทัพนายกองออกค้นหา แต่ก็ไม่พบตัวเจ้าราชวงศ์แต่อย่างใด

เจ้าพระยาราชสุภาวดียังคงอยู่จัดการเมืองเวียงจันทน์ต่อไป แต่ได้ให้นายทัพนายกองส่งตัวเจ้าอนุวงศ์ และครอบครัวลงมาที่กรุงเทพมหานครเมื่อเดือนยี่ ขึ้น ๑๑ ค่ำ (วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๓๗๑) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรางพิโรธเจ้าอนุวงศ์อย่างมาก ให้คุมขังพระองค์ไว้ในกรงบริเวณท้องสนามหลวง เจ้าอนุวงศ์อยู่ที่กรุงเทพนมหานครได้ประมาณ ๘ วันก็สิ้นพระชนม์

เจ้าอนุวงศ์ วีรกษัติย์แห่งล้านช้าง

ในหนังสือ ตามรอย เจ้าอนุวงศ์ คลี่ปมประวัติศาสตร์ไทย-ลาว เขียนโดย สุเจน กรรพฤทธิ์ ได้กล่าวถึง เจ้าอนุวงศ์ ในฐานะ วีรกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง เปรียบได้กับ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของชาวไทย เนื่องจากวรีกรรมของพระองค์นั้นคล้ายกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ต้องการประกาศอิสระภาพ และปลดแอกอาณาจักรของพระองค์เองออกจากการปกครองของอาณาจักรสยาม ต่างกันเพียงพระองค์ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ตามที่ทรงตั้งพระทัยไว้

ความสัมพันธ์ สยาม ญวน หลังศึกเจ้าอนุวงศ์

หลังจากศึกเจ้าอนุวงศ์ ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับญวนก็ขาดลง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเกรงว่าญวนจะไม่พอใจที่นายทัพนายกองไทยสังหารพวกญวน จึงโปรดให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชต่อเรือรบขึ้น ๓๐ ลำ ฝ่ายพระเจ้ามินมางทราบข่าวเจ้าน้อยเมืองพวนส่งตัวเจ้าอนุวงศ์ให้ไทยจึงพิโรธเจ้าน้อยเมืองพวนอย่างมาก และรับสั่งให้ประหารเสีย จากนั้นมีหนังสือมาถึงไทย ให้ส่งตัวทุงวิไชย ชิดชุมกีม หลวงนรา ไปให้ญวน แล้วให้ไทยรีบจัดการตั้งเมืองเวียงจันทน์ขึ้นมาใหม่ โดยต้องให้ญวนมีส่วนร่วมด้วย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชสาสน์ถึงพระเจ้ามินมางว่า ทัพของเจ้าพระยาสุภาวดีแม่ทัพใหญ่ยังไม่กลับมา หากกลับมาแล้วสอบถามได้ความประการใดก็จะมีพระราชสาสน์ไปถึงพระเจ้ามินมางอีกครั้ง

เลื่อนเจ้าพระยาราชสุภาวดี เป็น เจ้าพระยาบดินทรเดชา

ในปี พ.ศ.๒๓๗๒ เมื่อเจ้าพระยาราชสุภาวดีจัดการเรื่องราวต่างเรียบร้อยก็กลับมายังกรุงเทพมหานคร จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมตั้งเจ้าพระยาราชสุภาวดี เป็นที่ เจ้าพระยาบดินทรเดชา ที่สมุหนายก ตั้งพระราชรินทร์ขึ้นเป็นพระมหาเทพ นายทัพนายกองอื่นๆ ก็พระราชทานปูนบำเหน็จให้ตามความชอบทุกนาย และทรงมีพระราชสาสน์ถึงพระเจ้ามินมางอีกหลายครั้ง แต่ทางฝั่งญวนยังคงต้องการให้ ทุงวิไชย ชิดชุมกีม (พระวิชิตสงคราม ซึ่งภายหลังเลื่อนเป็นพระยาณรงค์วิชัย ซึ่งเป็นคนๆ เดียวกัน แต่ญวนเข้าใจเป็นคนละคน จึงอ้างว่า ๓ คน) และหลวงนรา ทั้งสองคนมาลงโทษให้ได้ (ทั้งสองท่านนี้คือนายทัพนายกองที่เมืองนครพนม ที่เจ้าพระยาราชสุภาวดีมีคำสั่งให้สังหารพวกญวนที่ถือหนังสือเข้ามา)

ในปีนี้นักองจันท์ส่งเครื่องบรรณาการเข้ามาตามธรรมเนียม และมีหนังสือใจความว่า การไปพึ่งญวนทำให้เกิดความวุ่นวายในเขมร จึงอยากจะกลับใจเข้ามาพึ่งพระบรมราชานุภาพเหมือนแต่ก่อน และขอให้ไทยยกกองทัพไปตั้งที่เมืองบัตบอง (พระตะบอง) เพื่อช่วยนักองจันทร์ในการขับไล่พวกญวน

ในปี พ.ศ.๒๓๗๓ ตั้ง เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เป็นที่ สมุหพระกลาโหม

เกิดจลาจลที่เมืองไซง่อน

ในปี พ.ศ.๒๓๗๖ เกิดความวุ่นวายขึ้นในไซง่อน เมื่อ องต๋ากุน (เลวันเสวียต (Lê Văn Duyệt) ผู้มีอำนาจอย่างมากในไซง่อน ซึ่งเป็นขุนศึกคู่พระทัยของพระจักรพรรดิยาลอง ผู้เป็นพระราชบิดา) ได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ.๒๓๗๕ พระเจ้ามินหม่างจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะลดอำนาจของขุนนางในไซง่อนลง พระองค์จึงแต่งตั้งคนของพระองค์ไปเป็นเจ้าเมืองไซง่อนแทน และกล่าวโทษว่า องต๋ากุน เป็นกบฎ ทำให้ขุนนางที่จงรักภักดีต่อองต๋ากุนจึงตั้งตัวขึ้นเป็นกบฎจริงๆ ในปี พ.ศ.๒๓๗๖ จนเกิดความวุ่นวายขึ้นในไซง่อน พวกกบฎยึดเมืองไซง่อนได้ และจับเจ้าเมืองที่พระเจ้ามินมางแต่งตั้งมาฆ่าเสีย และยกกองทัพลงทางใต้ได้เมืองสมิถ่อ เมืองล่องโห้ เมืองสะแดก เมืองโจฏก และเมืองบันทายมาศ (ฮาเตียน)

พวกกบฎที่ยึดเมืองทางใต้ได้ เกิดกลับใจไปเข้ากับราชสำนักเว้ จึงยกกองทัพขึ้นไปเพื่อตีไซง่อน (ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นพวกเดียวกัน) ทั้งสองทัพรบกันเสียไพร่พลจำนวนมาก แต่ยังไม่มีใครแพ้ชนะ ความทราบถึงพระเจ้ามินมาง พระเจ้ามินมางจึงส่งกองทัพลงมายังไซง่อนเพื่อปราบปรามกบฎในไซง่อน ทั้งสองกองทัพจึงล้อมเมืองไซง่อนไว้

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขัดเคืองญวนอยู่ ทั้งเรื่องที่ช่วยเหลือเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ และนักองจันท์เมืองเขมร กอปรกับ การศึกฝ่ายพม่าที่สงบลง เนื่องจากพม่าทำศึกอยู่กับฝ่ายอังกฤษ และเมื่อเกิดความวุ่นวายขึ้นในเขมร และไซ่ง่อน พระองค์จึงส่งกองทัพไปปราบปรามความวุ่นวายในเขมร พร้อมกับถือโอกาสส่งกองทัพส่วนหนึ่งไปช่วยกบฏที่ถูกล้อมอยู่ในเมืองไซ่ง่อนด้วย เพื่อเป็นการตอบโต้ที่ญวณเคยส่งคนเข้ามาช่วยเหลือเจ้าอนุวงศ์ครั้งก่อน

อานามสยามยุทธ การศึกสองอาณาจักร เพื่ออำนาจเหนือดินแดนเขมร

การจัดทัพของกรุงเทพมหานครในการศึกครั้งนี้ มีดังนี้
ทัพที่ ๑ ทัพของ พระมหาเทพ(ป้อม) และ พระราชรินทร์(ขำ) ขึ้นไปตี เมืองแง่อาน หรือ เมืองล่าน้ำ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของญวน ให้เกณฑ์คนหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกไปเป็นไพร่พลทหารด้วย

ทัพของ เจ้าพระยาธรรมา (สมบุญ) ขึ้นไปทางเมืองหลวงพระบาง รวมกับกองทัพหลวงพระบาง แล้วเข้าตีเมืองแง่อาน

ขณะนั้น เมืองพวน และเมืองหัวพันห้าทั้งหก ได้ไปขึ้นต่อญวนแล้ว เนื่องจาก เมื่อครั้งเจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏต่อสยาม ได้ยกเมืองเหล่านี้ ซึ่งเคยขึ้นต่อเวียงจันทน์ให้ไปขึ้นกับญวนแทน ดังนั้นเมื่อเจ้าเมืองพวน และเจ้าเมืองหัวพันห้าทั้งหก ทราบข่าวว่า กองทัพสยามจะมาตีแง่อาน และจะตีเมืองพวนคืน เจ้าเมืองพวน และเจ้าเมืองหัวพันห้าทั้งหก จึงยอมสวามิภักดิ์กลับมาขึ้นต่อกรุงเทพมหานครตามเดิม

เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
รับบทโดย วัชรชัย สุนทรศิริ

ทัพที่ ๒ ทัพของ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพ คุมไพร่พล ๔๐,๐๐๐ ยกไปทางบก เพื่อไปปราบปรามความวุ่นวายในเขมร โปรดให้นักองอิ่ม นักองด้วงไปด้วย และให้ยกกองทัพไปช่วยฝ่ายกบฎที่ถูกล้อมอยู่ที่เมืองไซง่อนในคราวเดียวกัน แลคุณเหม (รับบทโดย เจมส์ มาร์) ของเรานั้น ก็อยูในทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชานี้เอง

เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค)
ภาพจาก Wikipedia
เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค)
รับบทโดย วิวัฒน์ ผสมทรัพย์

ทัพที่ ๓ ทัพของ เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) (ภายหลังดำรงตำแหน่ง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ ท่านเป็น สมเด็จเจ้าพระยาคนแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์) เป็นแม่ทัพเรือ คุมไพร่พล ๑๐,๐๐๐ ยกไปตีเมือง บันทายมาศ (พุทไธมาศ/ฮาเตียน) และสามารถยึดเมืองไว้ได้ พวกญวนลงเรือหนีไปยังเมือง โจฏก ทัพของเจ้าพระยาพระคลังก็ข้ามไปทางคลองขุดใหม่ไปตีเมืองโจฏก และสามารถยึดเมืองโจฏกไว้ได้ในที่สุด

เกร็ดความรู้: สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ท่านเป็นบิดาของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นบิดาของ เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) ผู้เรียบเรียง พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์

ฝ่ายเจ้าพระยาบดินทรเดชายกลงไปถึงเมืองเขมร นักองจันท์ไม่สู้รบ อพยพครอบครัวลงเรือหนีไปเมืองไซ่ง่อน เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึ่งแบ่งกองทัพให้นักองอิ่ม และนักองด้วง อยู่ที่เมืองพนมเป็ญ เมื่อทราบข่าวว่า เจ้าพระยาพระคลัง ตั้งทัพอยู่ที่เมืองโจฏก จึงนำทัพไปสมทบกันที่เมืองโจฏก

เจ้าพระยาบดินทร์เดชา ปรีกษาราชาการกับ เจ้าพระยาพระคลัง ว่า ตัวเจ้าพระยาบดินทร์เดชานั้น จะไปด้วยกับทัพเรือของเจ้าพระยาพระคลัง ด้วยว่าเจ้าพระยาพระคลังนั้นยังไม่ชำนาญศึก ส่วนทางบกนั้นจะให้ เจ้าพระยานครราชสีมา พระยาราชนิกูล พระยาสีหราชเดโช พระยาพิไชยสงคราม และพวกทัพเมืองเหนือไปแทน

เจ้าพระยาบดินทรเดชา จึงให้ พระยาราชนิกูล(เสือ) และ พระยานครราชสีมา(ทองอิน) คุมกองทัพหัวเมืองเหนือ และเมืองนครราชสีมา ประมาณ ๗,๐๐๐ ยกข้ามไปทางบาพนม ไปช่วยกบฎในเมืองไซ่ง่อน

เจ้าพระยาบดินทรเดชา และเจ้าพระยาพระคลังรวมทัพไปทางเรือ ให้เจ้าพระยาพลเทพเป็นทัพหน้าล่วงไปก่อน และได้พบกับทัพของญวนที่ตั้งรอยู่ที่ปากคลองข้างเหนือทางจะลงไปเมืองสะแดก ทัพของเจ้าพระยาทั้งสองตามมาทัน ก็ระดมยิงจนเรือของฝ่ายญวนล่าถอยไป

ในการรบกับญวนครั้งนี้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา ได้สั่งประหาร ปลัดเมืองสระบุรี, ยกกระบัตรเมืองสระบุรี และหัวหมื่นตำรวจกรมนอกซ้าย ซึ่งเป็นญาติของเจ้าพระยาบดินทรเดชา รวม ๓ คน เนื่องจากทิ้งค่ายหนีการศึก

การศึกค่ายปากคลองวามะนาว เขตเมืองโจฏก (Châu Đốc)

เจ้าพระยาบดินทรเดชา ปรึกษากับ เจ้าพระยาพระคลัง ว่าจะต้องเข้าตีค่ายญวนพร้อมกันทั้งทัพบก และทัพเรือ จึงจะทำให้ทัพญวนไม่สามารถช่วยกันรบได้ เมื่อเตรียมการพร้อมแล้ว เจ้าพระยาบดินทรเดชาคุมทัพบกเข้าปล้นค่ายญวน บุกเข้าไปจนถึงกำแพงค่าย ฝ่ายญวนก็จุดพลุขึ้นรอบค่ายทำให้เห็นทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่บุกเข้ามา แล้ววางปืนใหญ่ ปืนคาบศิลาระดมยิงเข้าใส่ทัพไทยล้มตายเป็นอันมาก จะปีนค่ายเข้าไปก็ทำไม่ได้

ฝ่ายทัพเรือ เจ้าพระยาพระคลัง ก็เข้าตีทัพเรือญวนพร้อมกัน ฝ่ายญวนก็ระดมยิงปืนต้านไว้ เรือรบฝ่ายไทยที่นายเรือเป็นขุนนางผู้ใหญ่ก็ไม่ยอมถอนสมอตามไป เจ้าพระยาพระคลังต้องลงเรือแจวเที่ยวไล่เรือรบให้ถอนสมอลงไป เมื่อท่านไล่ทีก็ถอนสมอขึ้นที พอท่านห่างไปก็ถอนสมอลงดังเดิม ฝ่ายญวนเห็นว่าทัพเรือของไทยไม่เข้ามาแล้ว จึงหันปืนยิงเข้าใส่ทัพของเจ้าพระยาบดินทร์เดชาที่มาประชิดค่ายแทน ฝ่ายเจ้าพระยาบดินทรเดชาเห็นเหลือกำลัง และเสียไพร่พลไปมาก จึงสั่งให้ถอยออกมา เป็นอันว่าการรบครั้งนี้จึงไม่สามารถตีหักเอาค่ายญวนได้

เจ้าพระยาบดินทรเดชา จึงว่านายทัพนายกองไม่เชื่อฟังแม่ทัพใหญ่แบบนี้ การศึกครั้งนี้คงไม่สามารถชนะได้ ท่านจึงว่าให้ประหารนายทัพนายกองขี้ขลาดเสีย แล้วตั้งนายทัพที่มีใจในการสู้รบขึ้นมาแทน ฝ่ายเจ้าพระยาพระคลังจึงว่า แม่ทัพนายกองเหล่านั้นเป็นผู้ใหญ่ จะสั่งประหารก็คงไม่ได้ จะเป็นภัยในภายหน้า หากทำการไม่สำเร็จ ประหารแม่ทัพนายกองเหล่านั้นไปก็จะตายเปล่า เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงว่า ถ้าเป็นดังนี้คงต้องถอยทัพ

ทั้งทัพบก และทัพเรือจึงถอยทัพกลับมายังเมืองโจฏก เจ้าพระยาพระคลังให้นำเรือรบไปไว้ที่เมืองบันทายมาศ ฝ่ายญวนก็นำทัพเรือตามมายังเมืองโจฏก แต่ทัพไทยก็นำปีนยิงใส่เรือรบญวน จนล่าถอยกลับไป

ฝ่ายเจ้าพระยาพระคลังนั้น ตามทัพเรือไปเมืองบันทายมาศ ส่วนเจ้าพระยาบดินทรเดชาแจ้งแก่เจ้าพระยาพระคลังว่าจะถอยทัพกลับไปเขมร เจ้าพระยาพระคลังทราบข่าวดังนั้น จึงถอยไปอยู่เมืองจันทบุรี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเกรงว่า ญวนจะเข้ามารบไทยอีก จึงให้เจ้าพระยาพระคลังสร้างป้อมที่เมืองจันทบุรีขึ้นใหม่ พร้อมทั้งให้ต่อเรือป้อมอย่างญวนเพื่อไว้ป้องกันพวกญวนที่อาจเข้ามารบอีก

เขมรเป็นกบฏ

ฝ่ายเขมรเมื่อทราบข่าวว่าทัพไทยถอยจากเมืองโจฏกแล้ว ก็เกิดเป็นกบฎขึ้นทั่วทั้งเขมร เที่ยวปล้นฆ่าทัพไทยที่รักษาเมืองอยู่ล้มตายเป็นอันมาก เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงแจ้งให้นักองอิ่ม นักองด้วง พระพรหมบริรักษ์ พระยาราชโยธา หลวงราชเสนา พระยาอภัยภูเบศร ที่เมืองพนมเป็ญให้กวาดต้อนครัวเขมรมาที่บัตบอง แล้วทำลายกำแพงเมืองเสีย

ฝ่ายพระยาราชนิกูล และ เจ้าพระยานครราชสีมา ยกไปเกือบจะถึงเมืองไซ่ง่อน ได้ทราบข่าวว่า ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชา และเจ้าพระยาพระคลังถอยทัพแล้ว จึงปรึกษากันแล้วถอยทัพข้ามแม่น้ำโขงมายังเขมร

ฝ่ายเจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงกวาดต้อนครัวเขมรไปตั้งทัพที่เมืองบัตบอง และแจ้งไปยังพระยาราชนิกูล เจ้าพระยานครราชสีมา ให้กวาดต้อนผู้คนกลับไปไว้ที่เมืองนครราชสีมา เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ

ความวุ่นวายในราชสำนักเขมร

ปี พ.ศ.๒๓๗๘ องเตียงกุน ทราบข่าวว่าไทยเลิกทัพไปแล้ว จึงให้ไพร่พลญวนพานักองจันท์ไปยังพนมเป็ญ แล้วตัวเองก็ยกทัพขึ้นไปล้อมไซง่อน ล้อมอยู่จนถึงเดือน ๙ ไซง่อนก็แตก องเตึยงกุนส่งตัวกบฎไปยังราชสำนักเว้ แล้วตัวเองก็กลับมาตั้งทัพอยู่ที่พนมเป็ญ แล้วรักษาเมืองใหญ่ในเขมรไว้ ต่อมานักองจันท์ถึงแก่พิราลัย องเตียงกุนจึงตั้ง นักองมี ธิดาของนักองจันท์ขึ้นเป็นกษัตริย์เขมร แต่ขุนนางในเขมรไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ญวนยังเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม และประเพณีต่างๆ ของเขมรให้ต้องทำตามอย่างอย่างญวน จึงเกิดความวุ่นวายขึ้นอีก

ปี พ.ศ.๒๓๘๐ นักองด้วงจะหนีไปพนมเป็ญ แต่ถูกจับได้และส่งตัวมายังกรุงเทพฯ

ปี พ.ศ.๒๓๘๒ เจ้าพระยาบดินทรเดชา สร้างป้อมเมืองบัตบองเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้กลับมาพระนคร

ปี พ.ศ.๒๓๘๓ นักองอิ่มกวาดต้อนชาวเมืองบัตบอง แล้วหนีไปเมืองโปริสาท (โพธิสัตว์ *) องอันผู้ ให้พวกญวนนำตัวไปยังกรุงพนมเป็ญ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา เร่งยกกองทัพไปยังเมืองบัตบอง ต่อมาพระยาสังขโลกเจ้าเมืองโปริสาท พาครอบครัวมาเข้าด้วยเจ้าพระยาบดินทรเดชา ด้วยว่าไม่ไว้ใจองอ้นผู้ กลัวตัวเองจะเป็นอันตราย แล้วว่า นักองอิ่มถูกส่งตัวไปกรุงพนมเป็ญก็ไม่ได้เป็นเจ้าแผ่นดิน องเตียนกุนกลับส่งตัวนักองอิ่ม และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไปยังเมืองไซง่อน พระเจ้าเวียดนามมินมางจึงให้ส่งตัวนักองอิ่ม และขุนนางผู้ใหญ่ไปจำไว้ที่ราชสำนักเว้ ส่วนขุนนางชั้นผู้น้อยก็ให้ฆ่าเสียที่กรุงพนมเป็ญ

ญวนยอมทำสัญญาถอนทัพ

เมื่อทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชาพร้อมแล้ว จึงให้พระยาราชนิกูลยกไปตีค่ายญวนที่เมืองชีแครง ส่วนทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชายกเข้าตีเมืองโปริสาทและล้อมเมืองไว้ ครั้นได้ข่าวว่า ทัพขององเตียงกุนตีทัพของพระยาราชนิกูลที่เมืองชีแครงแตกแล้ว และองเตียงกุนจะนำทัพมาช่วยเมืองโปริสาท เจ้าพระยาบดินทรเดชาเกรงจะต้านไม่ไหว จึงให้ทหารถือหนังสือไปถึงแม่ทัพเมืองโปริสาทว่า หากยอมแพ้จะปล่อยตัวไป องเดดกแม่ทัพจึงยอมทำหนังสือสัญญา และถอนทัพกลับไปเมืองโจฏก เจ้าพระยาบดินทรเดชา จึงให้นายทัพนายกองนำตัวพวกญวนไปส่งยังแดนญวน และส่งหนังสือถึงเสนาบดีเมืองเว้ให้ทำสัญญาเป็นไม่ตรีกับกรุงเทพมหานครตามเดิม ฝ่ายองเตียงกุนทราบข่าวก็โกรธองเดดกมาก เมื่อรู้ว่าเจ้าพระยาบดินทรเดชาปล่อยตัวองเดดกไปแล้ว จึงไม่ได้ยกกองทัพไปยังเมืองโปริสาท แล้วจึงยกกองทัพกลับไปตั้งที่กรุงพนมเปญดังเดิม

โปรดเกล้าให้ นักองด้วง ครองเมืองเขมร

ปี พ.ศ.๒๓๘๔ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้ นักองด้วงลงไปครองเมืองเขมรตามคำขอของขุนนางฝ่ายเขมร เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงให้นักองด้วงพำนักอยู่ที่เมืองบัตบองก่อน แล้วส่งหนังสือถึงเหล่าขุนนางเขมรให้ทราบ เพื่อให้มาเข้าเฝ้านักองด้วงที่เมืองบัตบอง

ญวนผลัดแผ่นดิน

ที่ญวน พระเจ้ามินมางเสด็จสวรรคต เจ้าชาย เหงียนฟุกเมียนตง (Nguyễn Phúc Miên Tông) เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระบิดา ทรงพระนาม พระเจ้าเทียวตรี (Thiệu Trị)

องเตียนกุน (Trương Minh Giảng) กินยาฆ่าตัวตาย

ฝ่ายพนมเป็ญ องเตียนกุนขอตัวเจ้าหญิงทั้งสาม (ธิดาในนักองจันท์) มาจากราชสำนักเว้ และตั้ง นักองมี เป็นกษัตริย์ที่กรุงพนมเป็ญ เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงปรึกษากับนักองด้วงว่า จะให้นักองด้วงย้ายไปยังเมืองอุดงฦๅไชย นักองด้วงก็เห็นด้วยตามนั้น หลังจากตั้งเมืองที่อุดงฦๅไชยแล้ว ทัพเขมรและญวนก็ได้รบกันอยู่เนืองๆ เวลานั้นทัพฝ่ายญวนก็เริ่มอ่อนกำลังลง พอถึงเดือน ๑๑ เจ้าเมืองไซง่อนได้ส่งนักองอิ่มมากรุงพนมเป็ญ ในเวลาเดียวกันก็ได้เกิดโรคระบาดขึ้นในค่ายญวน ทำให้ทหารล้มตาย ทหารญวนบางส่วนก็หนีออกจากค่ายมาเข้ากับฝ่ายไทย ขณะเดียวกันเสบียงอาหารก็เริ่มขาดแคลน องเตียงกุนจึงพานักองอิ่ม และเจ้าหญิงทั้งสามไปยังเมืองโจฏก แต่องเตียนกุนอยู่เมืองโจฏกได้ ๒ วันก็กินยาฆ่าตัวตาย ด้วยอับอายว่าทำการที่เจ้าแผ่นดินเวียดนามตั้งใจไว้ไม่สำเร็จต้องเสียเมืองเขมรให้กับไทยไป เวลานี้เขมรจึงแบ่งเป็นทางเหนือปกครองโดยนักองด้วง ทางใต้นั้นปกครองโดยนักองอิ่ม

ปี พ.ศ.๒๓๘๕ เมื่อญวนเลิกทัพออกจากพนมเป็ญไปแล้ว เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงพานักองด้วงมายังกรุงพนมเป็ญ และทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการให้ เจ้าพระยาบดินทรเดชาถมคลองที่ขุดใหม่เมื่อครั้งเข้าตีเมืองโจฏกนั้นเสีย เพื่อไม่ให้ฝ่ายญวนนั้นใช้เข้ามาโจมตีทัพไทยได้

การศึก ณ เมืองโจฏก และบันทายมาศ

ฝ่ายเจ้าพระยาบดินเดชาจึงมีหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า กองทัพมีแม่ทัพไม่เพียงพอที่จะรบกับฝ่ายญวน เนื่องด้วยตลอดแนวคลองมีค่ายญวนตั้งอยู่ถึง ๑๙ ค่าย จึงกราบบังคมทูลขอแม่ทัพบกหนึ่งนาย และขอทัพเรือให้ไปตีเมืองบันทายมาศ เพื่อให้ญวนห่วงหน้าพะวงหลัง จะได้ทำการถมคลองโดยสะดวก และทูลขอให้ส่งเสบียงอาหารมาทางเรือส่งที่กำปอดด้วย เนื่องจากเวลานั้นเกิดเสบียงอาหารในเขมรเกิดขัดสน

เดือน ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ เจ้าพระยายมราช เป็นแม่ทัพบก และให้ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (ภายหลังทรงดำรงพระยศ สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๒ ในรัชสมัย สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นแม่ทัพใหญ่ให้ จมื่นไวยวรนารถ (ช่วง บุนนาค) (ภายหลังดำรงตำแหน่ง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นแม่ทัพหน้า คุมทัพเรือเข้าตีเมืองบันทายมาศ และให้เรือนำข้าวสาร และเกลือ ไปส่งให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาที่เมืองกำปอด

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
(พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓)
ภาพจาก Wikipedia
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
(จมื่นไวยวรนารถ ในสมัยรัชกาลที่ ๓)
ภาพจาก Wikipedia

เจ้าพระยาบดินทรเดชาจัดให้เจ้าพระยายมราช พระองค์ด้วง พระพรหมบริรักษ์ ยกกองทัพจำนวน ๑๑,๙๐๐ คน ไปตั้งค่ายอยู่ที่ เขาเชิงกะชุม เรียงกันไป ๑๐ ค่าย ห่างค่ายญวนประมาณ ๖๐ เส้น (ประมาณ ๒.๔ กิโลเมตร)

ฝ่ายกองทัพเรือโดยจมื่นไวยวรนารถ นำทัพเรือเข้าตีเมืองบันทายมาศอยู่ ๗ วัน ทราบข่าวว่าฝ่ายญวนได้ส่งกองทัพเรือจากไซง่อนมาเสริมทัพ ๓๐๐-๔๐๐ ลำ จึงถอยทัพกลับไปกราบบังคมทูลให้พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ให้ทรงทราบ พระองค์จึงมีรับสั่งให้ จมื่นไวยวรนารถ แจ้งข่าวถอยทัพเรือให้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา ทราบ และการส่งเสบียงที่เมืองกำปอดก็ล่าช้า จึงส่งเสบียงได้ไม่ครบตามจำนวน

ทัพไทยแตกพ่าย

เมื่อทัพเรือเลิกทัพไปแล้ว ฝ่ายทัพญวนที่เมืองบันทายมาศจึงยกทัพไปช่วยทัพบกที่เมืองโจฏก เข้าตีค่ายของเจ้าพระยายมราชจนแตกพ่ายไป ในการนี้เสียนายทัพนายกองทั้งไทย และเขมรหลายนาย ตัวเจ้าพระยายมราชนั้นถูกปืนที่หน้าอก กระสุนปืนถูกเข้าที่กระดุมเสื้อจึงไม่เป็นอะไร หลวงรักษาเทพ แกล้งตายจึงถูกญวนตัดหูขาดทั้งสองข้างรอดมาได้ ในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวว่า ที่ญวนไม่ตัดหัวไปเอารางวัลนั้น เป็นไปได้ว่า หลวงรักษาเทพ นั้นอาจถูกญวนจับตัวได้ แต่ไม่ฆ่าให้ตาย แต่จับตัดหูทั้งสองข้างแล้วปล่อยกลับมาเพื่อเป็นการประจานก็เป็นได้

ฝ่ายเจ้าพระยายมราช พระองค์ด้วง พระพรหมบริรักษ์ เมื่อค่ายแแตกแล้วก็พากันไปเมืองพนมเป็ญ การถมคลองในครั้งนี้จึงไม่ประสบผลสำเร็จ

ความเรื่องนี้เมื่อทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงกริ้วเจ้าพระยายมราช และแม่ทัพนายกองที่ยกลงไปช่วยการศึกคราวนี้เป็นอย่างมากว่า ทำการล่าช้า ไม่รอบคอบ ไม่มีการนัดหมายกันให้ดี และประมาทแก่ข้าศึก จึงทำให้เสียทีแก่ฝ่ายญวน

ฝ่ายเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่เมืองพนมเป็ญเกิดขาดแคลนเสบียงอาหาร จึงคิดจะย้ายกลับไปยังเมืองอุดงฦาไชย ให้เจ้าพระยายมราชไปสร้างเมืองเตรียมไว้ แล้วพานักองด้วงไปอยู่ยังเมืองอุดงฦาไชย

ปี พ.ศ.๒๓๘๘ เจ้าพระยาบดินทรเดชาทราบข่าวว่าฝ่ายญวนจะตั้งธิดาของนักองจันท์เป็นกษัตริย์ที่กรุงพนมเป็ญอีก และญวนจะเข้าตีเมืองเปียม และเมืองกำปอด เจ้าพระยาบดินทรเดชาเตรียมการรับมือไว้ แต่สุดท้ายฝ่ายญวนก็ไม่ได้ยกกองทัพมา เมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชาเห็นว่าฝ่ายญวนไม่ยกมาแล้ว ก็ให้พระพรหมบริรักษ์ นายทัพนายกองอยู่เป็นเพื่อนพระองค์ด้วงที่เมืองอุดงฦาไชย แล้วจึงเข้ามากรุงเทพฯ

การศึก ณ เมืองอุดงฦาไชย

เดือน ๖ พระพรหมบริรักษ์จับได้ว่า พระยาจักรี(มี) กับพระยาพระเขมร ๑๗ คน คบคิดกันเป็นกบฏ และได้การส่งหนังสือลับถึงฝ่ายญวนขอให้ญวนมาช่วย เมื่อได้ทราบรายชื่อผู้เป็นกบฏแล้ว พระพรหมบริรักษ์จึงแจ้งมายังกรุงเทพมหานครและขอให้ประหารชีวิตพวกกบฏเสีย

เดือน ๘ ฝ่ายญวนยกทัพมาตั้งอยู่ที่ค่ายโพธิ์พระบาท โดยมีองตาเตียงกุนแม่ทัพ หมายจะเข้าตีอุดงฦาไชยให้จงได้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเกรงว่าองค์ด้วงและนายทัพนายกองจะรับมือไม่ไหว จึงโปรดเกล้าให้ เจ้าพระยาบดินทรเดชาเร่งยกกองทัพไปอุดงฦาไชย

เดือน ๑๐ องตาเตียงกุนแม่ทัพเข้ายึดเมืองพนมเป็ญได้สำเร็จ สั่งให้แม่ทัพนายกองที่เมืองโจฏกเข้าตีเมืองอุดงฦาไชย เจ้าพระยาบดินทรเดชาทราบข่าว จึงเตรียมกองช้างไว้ เมื่อทัพญวนมาถึงจึงให้ทัพช้างไล่ยิงไล่ฟันทัพญวนจนทัพญวนแตกพ่ายไป (ภาพจากปกหนังสือ อานามสยามยุทธ อาจจะได้มาจากการศึกในครั้งนี้ *)

ญวนมีหนังสือมาในทางเป็นไมตรี

ต่อมาฝ่ายญวนส่งหนังสือถึงเจ้าพระยาบดินทรเดชาว่า ให้นักองด้วงทำหนังสือถึงพระเจ้าเวียดนามเทียวตรี เพื่อขอกลับเป็นเมืองขึ้นตามเดิม แล้วญวนจะส่งตัวเจ้าหญิงและญาติพี่น้องกลับมายังเขมร หากนักองค์ด้วงไม่ยอมส่งหนังสือตอบกลับไปญวนจะนำทัพมาตีเขมร นักองค์ด้วงจึงปรีกษาเจ้าพระยาบดินทรเดชา และนายทัพนายกองทั้งหลายเห็นตรงกันว่า ให้องค์ด้วงมีหนังสือส่งไปถึงแม่ทัพญวนที่เมืองไซง่อนว่า ขอให้แม่ทัพญวนที่เมืองไซง่อนช่วยกราบบังคมทูลพระเจ้าเทียวตรี ขอให้เขมรกลับไปเป็นเมืองขึ้นญวนดังเดิม และขอพระราชทานอภัยโทษให้ข้าราชการเขมรทั้งปวงด้วย

ปี พ.ศ.๒๓๘๙ ญวนรื้อค่ายต่างๆ แล้วถอนไปตั้งยังกรุงพนมเป็ญ ฝ่ายเจ้าพระยาบดินทรเดชาเห็นว่าหากไม่เป็นไม่ตรีกับญวนในครั้งนี้ เห็นจะรบต่อไปคงลำบากเพราะเห็นว่าฝ่ายเขมรที่เข้ากับไทยบางส่วนก็ไม่มีใจจะรบพุ่งอีก อีกทั้งเสบียงก็ยังขาดแคลน เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงให้นักองด้วงแจ้งฝ่ายญวนไปว่าจะแต่งทูตถือศุภอักษรขึ้นไปถวายพระเจ้าเวียดนามเทียวตรี

ปี พ.ศ.๒๓๙๐ ฝ่ายเจ้าพระยาบิดนทรเดชา จึงกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ พระองค์จึงมีพระราชดำริให้นักองด้วงแจ้งแก่ฝ่ายญวนว่า หากญวนช่วยทำนุบำรุงบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข จะขอให้เจ้าพระยาบดินทรเดชากราบทูลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขอให้ส่งตัวเชลยญวนกลับคืนไป

ท้องตราที่ส่งถึงเจ้าพระยาบดินทรเดชานั้น มีใจความน่าสนใจดังนี้


“ถ้าจะให้คิดไปตามการแล้ว วิสัยญวนไม่มีความสุจริต ยกตนข่มท่าน คิดแต่จะเอารัดเอาเปรียบเสียทุกครั้งทุกที ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขอเอาเมืองบันทายมาศ ครั้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็กันเอาเมืองเขมรไปเป็นสิทธิ์ของตัว มาถึงแผ่นดินปัตยุบันนี้ก็กันเอาเขตต์แดนเมืองเวียงจันท์ไป เหลือที่จะอดทน ซึ่งญวนมาชวนพูดเป็นทางไมตรีนั้นเหตุอันใด ญวนสู้รบฝีมือทแกล้วทหารฝ่ายเราไม่ใดหรือ ญวนจึ่งพูดเป็นทางไมตรี คิดให้เห็นความก่อน ที่ญวนให้นักมารดาบุตรภรรยาองค์ด้วงมานั้น ญวนคิดแล้วว่าจะยึดเอานักมารดาบุตรภรรยาพระองค์ด้วงไว้หาต้องการไม่ ต้องเสียข้าวเกลืออีแปะเปล่า ๆ ส่งมาให้เสียดีกว่า ญวนให้มาก็จะให้ผูกพันพระองค์ด้วงเอาไปเป็นของญวน ทั้งจะได้ข้าได้คุณเป็นทางพูดต่อไป เขมรจะได้เห็นความดีว่าญวนไม่มีความพยาบาท เป็นความคิดใหม่จะล้างความคิดเก่า ด้วยเจ้ามินมางทำกับเขมรยับเยิน เขมรจึ่งได้แตกร้าวจากญวน ซึ่งญวนว่าให้พระองค์ด้วงแต่งพระยาพระเขมรคุมสิ่งของไปถวายเจ้าเวียดนาม แล้วมีหนังสือไปขอเจ้าหลานผู้หญิงซึ่งตกอยู่กับญวนนั้น ทรงพระราชดำริไม่เห็นว่าญวนจะให้เจ้าหญิงมา ญวนจะเอาไว้แย่งแผ่นดินเขมรเล่นมิดีหรือ ถ้าให้มาก็เหมือนให้เมืองเขมรเสียเหมือนกัน ด้วยญวนได้ผลประโยชน์ในเมืองเขมรเป็นอันมาก โดยความรักเหมือนเขมร สู้ลงทุนรอนสะเบียงอาหารรี้พลขึ้นมารักษาติดตามจะเอาเมืองเขมรคืน ไพร่พลล้มตายเสียเป็นอันมาก ญวนก็มีทิฏฐิมานะเสียดายทุนรอน จะให้เจ้าผู้หญิงมาง่าย ๆ ที่ไหน จึ่งพระองค์ด้วงพูดไปกับญวนว่า จะมีหนังสือเข้ามาขอญวนแขกยังท่านเสนาบดีก่อน ถ้าโปรดก็จะได้ ถ้าไม่ให้ใน ๓ เดือนจึงจะรู้นั้น ถึงกำหนดแล้วญวนก็คงจะลงมาฟังความ ถ้าจะได้พูดจากับญวนต่อไปอีก ก็ให้พระองค์ด้วงพูดว่า พระองค์ด้วงมีหนังสือเข้าไปยังท่านเสนาบดีแล้ว ท่านเสนาบดีมีหนังสือออกมาถึงพระองค์ด้วงว่า ถ้าญวนส่งเจ้าผู้หญิงมาให้อยู่กับพระองค์ด้วงพร้อมญาติวงศ์กันแล้ว พระองค์ด้วงได้จัดการบ้านเมืองเขมร ให้ไพร่บ้านพลเมืองได้อยู่เย็นเป็นสุขเหมือนเมื่อพระองค์เองเป็นเจ้าเมืองกัมพูชาครั้งนั้น อย่าว่าแต่ญวนแขก ๔๔ คนเลย ถึงญวนซึ่งได้ส่งเข้าไปไว้ณกรุงเทพมหานคร มากน้อยเท่าใดก็จะคืนให้ทั้งสิ้น ประการหนึ่งกองทัพขัดสะเบียงอาหารก็ไม่บอกเข้าไปณกรุงเทพมหานคร บอกขอไปแต่ที่เมืองจันทบุรี เมืองตราษ จะมีข้าวเกลือมาเลี้ยงกองทัพได้หรือ”

หนังสือกราบบังคมทูลเรื่องทัพญวนของเจ้าพระยาบดินทรเดชานี้น่าสนใจครับ จึงคัดลอกมาให้อ่านกัน


“ฝ่ายเจ้าพระยาบดินทรเดชาทำหนังสือบอกให้พระยาไชยวิชิตผู้รักษากรุงเก่า พระยายมราช พระยาราชมนตรีเขมร ถือเข้ามาใจความว่า ซึ่งบอกขอข้าวที่เมืองจันทบุรี เมืองตราดนั้น ก็เพราะมีกระแสรับสั่งไว้แต่เดิม ครั้นจะบอกขอเข้ามาณกรุงเทพมหานคร ก็เห็นว่าเป็นทางไกลนัก ซึ่งราชการญวนเขมรครั้งนี้สู้รบหักโหมเอาด้วยกำลังนายทัพนายกองทะแกล้วทหาร ก็เห็นว่าคนเก่าที่เคยทำศึกมาด้วยกันก็ล้มตายไปเสียมากแล้ว มีแต่คนใหม่ ๆ ไม่เคยการทัพศึก ประการหนึ่งทั้งสะเบียงอาหารก็ไม่พอจ่ายแจกกัน ประการหนึ่งพวกพระยาพระเขมรรู้ว่าญวนขึ้นมาครั้งนี้ก็ตื่นตกใจพากันลงอยู่เรือบ้าง อพยพครอบครัวไปอยู่ป่าบ้าง พระยาพระเขมรผู้ใหญ่เข้าชื่อกันทำเรื่องราวร้องว่า ขอให้เป็นไมตรีกับญวนเสียเถิดเขมรจะได้มีความสุข ข้าพระพุทธเจ้าปรึกษากับพระองค์ด้วงเห็นว่า ถ้าไม่เป็นไมตรีกับญวนก็คงจะได้รบพุ่งกันถึงสาหัส ถ้าเสียท่วงทีก็จะเสียพระเกียรติยศ ทั้งพระยาพระเขมรก็จะดูหมิ่นประมาทได้ ถ้าแต่งพระราชสาสน์ไ้ปอ่อนน้อมโดยดี ญวนไม่ส่งเจ้าผู้หญิงมาให้ตามสัญญาไว้ ก็เป็นคนเสียสัตย์ พระยาพระเขมรทั้งปวงก็คงจะโกรธว่าญวนพูดไม่จริง ก็จะมีน้ำใจสู้รบกับญวน กำลังศึกก็จะแข็งขึ้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะได้ทำการฉลองพระเดชพระคุณได้ถนัด เดี๋ยวนี้ญวนชักโยงเอาแต่การพอให้แล้วไปได้ ก็ต้องคิดผันแปรไปตามการ จึ่งได้ให้พระองค์ด้วงแต่งทูตขึ้นไปเมืองเว้ ญวนแขก ๔๔ คนนั้นได้รับปากว่าจะให้แก่ญวนแล้ว ขอรับพระราชทานให้ได้ออกไปด้วย”

เมื่อความทราบถึงฝ่าละอองธุรีพระบาทแล้ว จึงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาจัดการตามที่แจ้งมา พร้อมส่งตัวเชลยญวนไปให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงส่งตัวเชลยนั้นไปให้ องตาเตียนกุนที่กรุงพนมเป็ญ

สยาม และ ญวน เป็นไมตรี เขมรกลับสู่ความสงบ

หลังจากนั้นราชฑูตจากเมืองเขมร จึงนำเครื่องบรรณาการไปเข้าเฝ้าพระเจ้าเวียดนามเทียวตรีที่ราชสำนักเว้ แต่ทางราชสำนักเว้ไม่ได้เตรียมการต้อนรับฑูตแต่อย่างใด เมื่อฑูตกลับมาถึงไซง่อนแล้ว พระเจ้าเทียวตรีจึงมีหนังสือตามมาถึงฑูต และแจ้งว่า ให้เขมรส่งเครื่องบรรณาการ ๓ ปีครั้ง และให้ส่งไปที่เมืองโจฏก ไม่ต้องมาส่งที่ราชสำนักเว้

เดือน ๗ องตาเตียงกุนส่งองค์มี องค์เภา องค์สงวน ให้นักองด้วง และนายทัพนายกองญวนซึ่งอยู่เมืองพนมเป็ญก็เลิกทัพกลับไปยังแดนญวน เมืองอุดงฦๅไชยจีงเปลึ่ยนชื่อเป็น เมืองอุดงมีไชย (อุดรมีชัย)

เกร็ดความรู้: เมืองอุดงมีชัย เป็นเมืองหลวงเก่าของกัมพูชา ยาวนาน ๒๔๘ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๑๖๑ จนถึงปี พ.ศ.๒๔๐๙ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนโรดม พรหมบริรักษ์ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงกัมพูชาภายใต้การดูแลของฝรั่งเศส ได้ย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงพนมเปญ

เมื่อเมืองเขมรกลับมาเป็นปกติแล้ว จึงทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อภิเษก นักองด้วง ซึ่งเป็นพระอนุชาของนักองจันท์ ขึ้นเป็นกษัตริย์เขมร ทรงพระนาม พระหริรักษ์รามาธิบดี และพระหริรักษ์ได้ส่งเครื่องราชบรรณาการให้กรุงเทพมหานครทุกปี

เป็นอันยุติสงคราม อานามสยามยุทธ อันยืดเยื้อยาวนานกว่า ๒๑ ปี ลงแต่เพียงเท่านี้

เจ้าพระยาบดินทรเดชาถึงแก่อาสัญกรรม

ต่อมาเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๓๙๒ เกิดไข้ป่วงระบาดขึ้น (อหิวาตกโรค) จากภาคตะวันตก มาภาคกลาง ขึ้นไปถึงทางเหนือ ระบาดไปถึงเขมร และญวน และสงบลงในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ผลจากการระบาดของโรคในครั้งนี้ทำให้เสีย พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเฉลิมวงศ์ พระองค์เจ้าจินดา พระองค์เจ้าพวงแก้ว และ เจ้าพระยาบดินทรเดชา

ฝ่ายกรุงกัมพูชา พระหริรักษ์ เมื่อทราบว่า เจ้าพระยาบดินทรเดชาถึงอสัญญกรรมแล้ว จึ่งให้ปลูกเก๋ง ๒ ห้องขึ้นที่หน้าค่ายใหญ่เมืองอุดงมีไชย แล้วปั้นรูปเจ้าพระยาบดินทรเดชาขึ้นไว้ และทำพิธีบังสุกุลรูปเจ้าพระยาบดินทรเดชาเสมอทุกปี เรียกว่า “ศาลองค์บดินทร์

ศาลเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) วัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพมหานคร
ภาพจาก Wikipedia

เกร็ดความรู้

๑. เจ้าอนุวงศ์แห่งล้านช้างเวียงจันทน์ ถูกส่งมากรุงเทพมหานคร ในฐานะองค์ประกัน และมีความสนิทสนมกับ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นอย่างมาก

๒. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่งทูตออกไปจิ้มก้องจีนเมื่อเดือน ๘ ขึ้น ๒ ค่ำ (วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๘) ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าเตากวาง (เต้ากวง) แห่งราชวงศ์ชิง ราชสำนักจีนเรียกพระมหากษัตริย์ไทยว่า เสียมโลก๊กอ๋อง

๓. เกิดน้ำท่วมใหญ่ในปลายปี พ.ศ.๒๓๗๔

๔. เกิดแผ่นดินไหวขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.๒๓๗๖ , พ.ศ.๒๓๘๒

๕. เกิดดาวหางปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ประมาณเดือนกันยายน ปี พ.ศ.๒๓๘๕ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในพงศาวดารเขียนไว้ว่า
“เกิดดาวหางขึ้นทิศตะวันตก พอเวลาพลบเห็นเป็นลำใหญ่ตั้งแต่อากาศลงมาถึงพื้นแผ่นดิน คนทั้งหลายพากันตกใจด้วยไม่เคยพบไม่เคยเห็นว่าเป็นอะไร ครั้นหลายวันไปหางนั้นสั้นขึ้นไปทุกที ส่องกล้องดูเห็นเม็ดดาวที่ต้นหาง เม็ดดาวอยู่ข้างหรดีหางไปข้างทิศทักษิณ จึ่งได้รู้ว่าเป็นดาวหาง ดาวนั้นเดินห่างพระอาทิตย์ออกไป หางสั้นเข้าไปทีละน้อยประมาณเดือนเศษคงอยู่แต่ดวงดาวเท่านั้น ฝรั่งเขาเรียกว่าดาวไฟ เกิดขึ้นเมื่อใดฝนมักจะแล้ง”

๖. เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนศักราชในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรณ์วงศ์ นั้น จะเปลี่ยนศัการาชในเดือน ๕ หรือประมาณเดือนเมษายน

๗. ดงพญาไฟ ที่ได้ชื่อว่า ดงพญาไฟเนื่องจากเป็นป่าที่มีไข้ป่า (ไข้มาลาเรีย) ชุกชุม ผู้คนที่สัญจรระหว่างภาคกลางกับภาคอีสานที่ต้องผ่านทางดงพญาไฟนี้มักป่วยและเสียชีวิตด้วยไข้ป่าเป็นประจำ ผู้คนจึงเรียกป่านี้ว่าดงพญาไฟ
ต่อมา สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า ไม่ควรเรียกดงพญาไฟ เพราะให้คนครั่นคร้าม จึงทรงกราบทูลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอให้เปลี่ยนชื่อจาก ดงพญาไฟ เป็น ดงพญาเย็น แต่หลายคนยังคงเรียกว่า ดงพญาไฟ อยู่เหมือนเดิม

ภายหลังเมื่อมีการสร้างทางรถไฟ และถนนมิตรภาพจากภาคกลางไปสู่ภาคอีสาน ผู้คนเริ่มที่จะอพยพเข้าไปแล้วถากถางป่าทำไร่ทำนา โดยเฉพาะบริเวณอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ปัจจุบันผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๘

เพิ่มเติมเกี่ยวกับ อานามสยามยุทธ และ ก.ศ.ร. กุหลาบ (กุหลาบ ตฤษณานนท์)

เหตุที่หนังสือ อานามสยามยุทธ ที่แต่งขึ้นโดย ก.ศ.ร. กุหลาบ ไม่เป็นที่น่าสนใจ และไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก น่าจะมีสาเหตุมาจาก

มีการกล่าวว่า กศร.กุหลาบเป็นพวกหัวก้าวหน้า และเป็นผู้สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่ด้วยความที่ตัว กศร.กุหลาบเป็นคนเฉลียวฉลาด และมีความรู้ จึงได้มีการแต่งเติมเรื่องราวประวัติศาตร์ที่ได้ศึกษามาจากพงศาวดารเดิม จนถูกมองว่าหนังสือประวัติศาสตร์ที่ กศร.กุหลาบแต่งขึ้นมีการบิดเบือนประวัติศาสตร์ และหลอกลวงประชาชน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้หนังสือของ กศร.กุหลาบไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ

บทความตอนหนึ่งจาก WikiPedia
จากการที่นายกุหลาบได้ปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่อง (หรือแต่งเนื้อเรื่องขึ้นมาเองอย่างไม่เหมาะสม) และเสียดสีชนชั้นสูง จึงทำพระให้พระบรมวงศานุวงศ์ในรัชกาลที่ ๕ ไม่พอใจ และใช้คำว่า “กุ” ซึ่งเป็นพยางค์ขึ้นต้นของชื่อนายกุหลาบ มาเป็นศัพท์สแลง ที่แปลว่าโกหก หรือสร้างเรื่อง

อานามสยามยุทธ
อานามสยามยุทธ
นวนิยาย ข้าบดินทร์ โดย วรรณวรรธน์

นำบทเพลงเพราะๆ จากละครข้าบดินทร์มาฝากกันในช่วงท้ายครับ
เพลง หมดดวงใจ

สามารถติดตาม Blog Journey ผ่านทาง social media ได้หลากหลายช่องทาง ตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

  1. WordPressBlog Journey
  2. FacebookBlog Journey Fanpage
  3. Twitter@Blog_Journey_th
  4. Blockdit: Blog Journey Page
  5. TrueID: @NexUs

บทความโดย

Xiao Er แห่งอาณาจักร Blog-Journey

เครดิต / อ้างอิง / น่าสนใจ

1.เจ้าพระยาทิพากรณ์วงศ์, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓

2.เจ้าพระยาทิพากรณ์วงศ์, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑

3.เจ้าพระยาทิพากรณ์วงศ์, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒

4.กศร. กุหลาบ, อานามสยามยุทธ ว่าด้วยการสงครามระหว่างไทยและลาว เขมร และญวน

5.สุเจน กรรพฤทธิ์, ตามรอย เจ้าอนุวงศ์ คลี่ปมประวัติศาสตร์ไทย-ลาว

6.อาณัติ อนันตภาค, รักษาแผ่นดินขยายอาณาเขต สงครามใหญ่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1-3)

7.อานามสยามยุทธ

8.ศึกอานามสยามยุทธ ประวัติศาสตร์ไทยใน ข้าบดินทร์

9.สงครามอานามสยามยุทธ

10.ญวน–สยาม กับสงครามแห่งเบื้องบูรพา

11.อันนัมสยามยุทธ

12.มณฑลอันหนัน

13.ราชวงศ์เหงียน

14.จักรพรรดิซาล็อง

15.ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่

16.ดงพญาเย็น ดงพญาไฟ เทือกเขาในตำนาน

17.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

18.ขอบคุณรูปบางส่วนจาก Internet

ผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

หมายเหตุ: (*) คือ ความคิดเห็นของผู้เขียน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s